[SF] Same (Sungkyu x Woohyun)

Standard

Title: Same
Author: Nina*
Paring: Sungkyu & Woohyun
Rating: R (Up to NC-17 a little)
Author’s note: น้องดาวเป็นกากีอีกละ OTL

ปล. นับเป็นแก้บนมันไปด้วยละกัน = = ลำดับที่ 6

 

*

 

“โอ๊ย! ผมขอล่ะ พี่ซองกยู เลิกบ่นเสียที!”

 

“อย่ามาขึ้นเสียงกับพี่!”

 

“ผมไม่สนหรอก! ปล่อยผม!…อ๊ะ! อย่ามาจับนะ!”

 

เสียงโวยวายดังลั่นจนคนในหอพักต้องเปิดบานประตูออกมาดูว่าใครมาทำเสียงดังรบกวนกันตอนตีหนึ่งตีสอง แต่พอเปิดประตูออกมาเห็นภาพคิมซองกยูกับนัมอูฮยอนที่กำลังโต้เถียงกันแบบถึงเนื้อถึงตัวอยู่หน้าห้องพักก็เป็นอันต้องล่าถอยกลับเข้าไปในห้อง พร้อมกับหาอะไรอุดหู ไม่ก็เปิดเพลงเสียงดังๆ กลบเสียงทะเลาะกันของทั้งคู่แทน

 

คนที่พักอยู่บนชั้นห้าของหอพักแห่งนี้ชินชากับภาพการทะเลาะกันของคิมซองกยูและนัมอูฮยอนเสียแล้ว นับตั้งแต่คิมซองกยู ประธานชมรมดนตรีได้คบกับเดือนคณะมนุษยศาสตร์ แล้วย้ายมาอยู่ที่ห้องเดียวกัน ภาพการโต้เถียงและเสียงโยนข้าวของโครมครามก็เป็นสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินอยู่แทบทุกวัน จะเข้าไปห้ามอะไรก็ไม่กล้า แค่คิมซองกยูหันมาปรายตามองก็รู้สึกพูดอะไรไม่ออกเหมือนลิ้นมันม้วนไปติดเพดานปาก แล้วมีเสียงครางหงิงหลุดออกมาจากคออย่างนั้นแหล่ะ

 

หนึ่งในนั้นก็เป็นอีซองยอลที่อยู่ห้องติดกันกับทั้งสองคนนั้น แถมยังเป็นน้องในวงดนตรีของซองกยูอีกต่างหาก ระหว่างที่นั่งฟังเสียงอะไรสักอย่างกระแทกกับผนังห้อง ในหัวก็พลันนึกถึงภาพที่ลีดเดอร์หยุดเล่นกีตาร์แล้วฟาดมันลงกับลำโพงท่ามกลางคนดูเป็นร้อย ก่อนจะเดินหายเข้าหลังเวทีไป ปล่อยให้เขา มยองซู และซองจงตกใจจนเกือบกู้สถานการณ์กลับมาไม่ทัน ยังดีที่วงของเขามีซองจงที่ร้องเพลงได้ ถึงจะไม่ดีเท่ากับพี่ซองกยู แต่ก็ไม่ใช่เสียงหลงแม้แต่เพลงโปโรโระ ไม่อย่างนั้นก็ไม่อยากจะคิด…ว่าความฉิบหายจะเกิดขึ้นขนาดไหน

 

แต่ถึงซองจงจะร้องเพลงได้ แต่ซองจงก็ไม่ใช่พี่ซองกยูอยู่ดี ทำให้ต้องรวบรัดตัดความจนแค่จบเพลงนั้น แล้วก็กล่าวขอโทษแฟนเพลงที่มารอดู ก่อนจะยกเวทีให้กับวงต่อไป พอเดินตามเข้ามาหลังเวที ก็เห็นแค่หลังของพี่ซองกยูที่เดินเร็วๆ ออกไปทางประตูหลัง

 

“ไปตามเมียแหง”

 

ไม่ได้ปากดีนะ แต่ซองยอลก็พูดตามความจริง ไอ้อารมณ์ติสท์ที่จู่ๆ คิมซองกยูจะฟาดกีตาร์ลงกลางเวทีใช่ว่าไม่เคยมี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทั้งวงจะต้องหยุดเล่นไปเลย เพราะพี่เขาไม่กลับมาร้องเพลงต่อ ต่อให้ฟาดกีตาร์ลงกลางเวทีจากอารมณ์ร่วมกับบรรยากาศบนเวทียังไง แต่ด้วยความรับผิดชอบในหน้าที่ก็ไม่มีเลยสักครั้งที่พี่ซองกยูก็จะไม่หยิบเอากีตาร์สำรองขึ้นมาเล่นต่อ ที่คราวนี้ทั้งวงไม่ต้องคิดเล่นต่อเพราะรอให้พี่ซองกยูกลับมาเป็นเพราะอะไรที่เห็นๆ กันอยู่

 

นัมอูฮยอนไม่มา

 

อูฮยอน นัมอูฮยอน ฮยอนนี่ ฮยอน หรือชื่ออะไรก็ตามแต่ที่จะเรียก สรุปคร่าวๆ แล้วกันว่า นัมอูฮยอน หนุ่มคณะมนุษยศาสตร์ ที่เป็นแฟนกับคิมซองกยู แต่ดันไม่มาดูแฟนตัวเองเล่นดนตรีคราวนี้ ซึ่งตามตัวไม่ยากเท่าไหร่ ก็คงไม่พ้นไปดูพวกอีโฮวอนแข่งฟุตบอลนั่นล่ะนะ

 

แล้วอีโฮวอนนี่เป็นใคร?

 

อีโฮวอน เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยมัธยมของนัมอูฮยอน เพื่อนสนิท ย้ำว่าสนิทมาก มากพอที่จะทำให้อูฮยอนทิ้งพี่ซองกยูแบบนี้บ่อยๆ เพื่อไปดูเพื่อนตัวเองแข่งฟุตบอล แจ็กพอตสุดก็ตรงที่พี่ซองกยูรู้ว่าวันนี้โฮวอนมีแข่งฟุตบอลเวลาเดียวกับคนที่พวกเขาต้องเล่นดนตรี และแน่นอนว่าอูฮยอนก็รู้ หลังจากมีปากเสียงกันไป อูฮยอนก็สัญญิงสัญญาว่าจะมาดูพวกเขาเล่นดนตรีแน่ๆ

 

แต่ก็อย่างที่เห็น…นัมอูฮยอนไม่มา

 

“จะไปตามที่ไหน…ป่านนี้เขาเตะบอลกันเสร็จนานแล้วมั้ง” มยองซูที่กำลังยัดเบสตัวเก่งของตัวเองลงกระเป๋าหันมาให้ความเห็น ในขณะที่ซองจงก็เปรยขึ้นมาหลังทิ้งตัวลงบนโซฟา

 

“ร้านเหล้าพี่อินกุกไงฮะ พวกพี่โฮวอนเตะบอลเสร็จทีไรก็ไปดื่มที่ร้านนั้นทุกที”

 

ซองยอลพยักหน้าตามความเห็นของซองจง ก่อนจะชวนให้ทั้งสองคนกลับหอพัก หลังจากนั้นเกือบสามชั่วโมงเสียงเอะอะโวยวายลั่นชั้นก็ทำให้รู้ว่าซองกยูตามตัวอูฮยอนกลับมาได้แล้ว ถึงดูจากรูปการแล้ว จะไม่น่าใช่การชวนขึ้นรถให้กลับมาดีๆ แน่ก็เถอะ

“คืนนี้จะได้นอนป่ะวะ” มยองซูถามขึ้นมาจากปลายเตียงของตัวเอง ซองยอลหัวเราะขึ้นจมูก พลางมองไปทางเสียงตึงตังข้างผนัง

“ใครล่ะ เราหรือเขา” คำพูดสองแง่สองง่ามทำให้มยองซูนึกหมั่นไส้จนอยากเขวี้ยงผ้าขนหนูใส่หน้า แต่ที่ซองยอลพูดก็ไม่ผิด ถ้าห้องนั้นเคลียร์กันไม่จบ ก็อย่าหวังว่าพวกเขาที่มีผนังห้องติดกันจะได้นอนเลย หรือต่อให้เคลียร์ได้…ก็ไม่ได้นอนอยู่ดี

“ออกไปหาไรกินป่ะ ขี้เกียจอยู่ฟังว่ะ” ซองยอลเอ่ยชวน แม้ว่าอีกฝ่ายจะอาบน้ำ ใส่ชุดนอนเรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่ก็อย่างว่า…ชุดนอนจะมีประโยชน์อะไร ถ้าคนใส่ไม่ได้นอน

“เออ ก็ดี…ลืมกินข้าวเย็น” แต่มยองซูกลับตอบตกลงอย่างง่าย เดินเอาผ้าขนหนูไปพาดที่ราวตากผ้า แล้วคว้าเอาเสื้อคลุมมาสวมทับชุดนอนสีจืดของตัวเอง แถมชี้นิ้วสั่งให้ซองยอลเอากระเป๋าตังค์กับกุญแจห้องไปด้วย เพราะชุดนอนของตัวเองไม่มีกระเป๋าและขี้เกียจถือ

“อยากกินราเม็ง~”

ประโยคบอกเล่าร่าเริงที่ซองยอลนึกอยากเขกกะโหลกคนพูด ตอนที่ชวนเขาแค่อยากลงไปหาอะไรกินที่มินิมาร์ทใต้หอ แต่พอเจ้าตัวเรียกร้องอยากกินราเม็ง ก็แปลว่าเขาต้องขับมอเตอร์ไซค์ออกไปถึงตลาดโต้รุ่งไงล่ะ

“เออๆ” แต่ก็ยอมตามใจอยู่ดี…นะ ก็ดีกว่าทนฟังเสียงแฟนเขาทะเลาะแล้วก็ง้อกันล่ะนะ

.

.

.

“อูฮยอน! อย่าเดินหนีพี่!”

“เลิกตะโกนสักทีเถอะ! จะแหกปากให้คนทั้งหอเขารู้เลยรึไง!”

“ก็แล้วเราจะไปไหน!?”

“อาบน้ำ! ร้อน! เหม็นเหงื่อ!” อูฮยอนตวาดสวนทันทีที่ซองกยูคว้าต้นแขนของตัวเออเอาไว้แน่นจนเป็นรอย ตั้งแต่โดนลากตัวออกมากจากร้านของพี่อินกุก เขายังไม่ได้พูดดีๆ อะไรกับอีกฝ่ายสักคำ แต่ก็แน่ล่ะ…โมโหร้ายเป็นพายุบุแคมขนาดนั้น คงไม่อยู่ในอารมณ์จะมาพูดจาอ่อนหวานเอาใจเขาอย่างเคยหรอก แค่เสียงตวาดห้วนสั้นพร้อมแรงกระชากที่ทำเอาเขาปลิวหวือติดมือมานี่ก็ทำให้เดาอารมณ์ได้อยู่หรอก

ผิดสัญญาก็รู้ แต่จะอะไรนักหนา?

“เราจะทำให้พี่โมโหไปถึงเมื่อไหร่?” ซองกยูกระซิบลอดไรฟัน ขณะที่อูฮยอนพยายามเบี่ยงหน้าหนี แต่ก็ถูกมือของอีกฝ่ายบีบคางตัวเองเอาไว้แน่น

“พี่ก็เลิกหึงไร้สาระซะที” คำตอบที่ยิ่งเหมือนราดน้ำมันลงบนกองไฟ แววตาของซองกยูเป็นประกายวาบชวนขนลุกขึ้นมาทันที ทำให้อูฮยอนรู้ตัวว่าตัวเองพลาดเสียแล้ว

ไร้สาระเหรอ…? ได้! พี่จะทำให้เราดูว่าเวลาพี่หึงไร้สาระมันเป็นยังไง”

ซองกยูเหวี่ยงตัวอูฮยอนให้ลอยหวือจนหลังกระแทกกับประตูตู้เสื้อผ้า อูฮยอนอยากจะร้องประท้วงออกมา เจ็บแต่ก็จุกจนพูดไม่ออก ไหนจะเพราะว่าริมฝีปากร้อนเป็นไฟของซองกยูที่กดทับลงมาบดขยี้จนปากอิ่มเจ่อช้ำแทบปริแตกอีก แถมแรงกดที่แก้มสองข้างที่มันทำให้เขาต้องเปิดปากออกรับรสจูบรุนแรงอย่างลีกเหลี่ยงไม่ได้

“ฮื่อ!” ฟันคมที่กัดลงบนเรียวลิ้นทำให้อูฮยอนสะดุ้งอย่างแรงจนสามารถสะบัดหน้าหนีซองกยูได้ ฝ่ามือนุ่มตวัดลงบนใบหน้าของหนุ่มนักดนตรีอย่างแรงจนหน้าหันไปตามแรงตบ อูฮยอนหอบหายใจแรงจากการดิ้นและออกแรงตบหน้าซองกยู สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้ซองกยูหยุด แต่กลับทำให้ชายหนุ่มโมโหยิ่งกว่าเดิม

“ตบพี่? คิดดีแล้วใช่ไหม?”

“พี่ซองกยู! อย่านะ…!” ร่างผอมบางของอูฮยอนถูกพลิกตัวให้หมุนกลับ ใบหน้าแนบลงประตูตู้ไม้ แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เจ้าตัวต้องร้องห้ามซองกยูเสียงดังลั่น เข็มขัดหนังแบรนด์ดังที่ซองกยูซื้อเป็นของขวัญวันเกิดครบรอบยี่สิบเอ็ดปีต่างหากที่เป็นเหตุ แขนสองข้างของอูฮยอนถูกรั้งให้ชิดติดกัน ก่อนจะพันธนาการด้วยเข็มขัดเอาไว้จนแน่น เสียงกระซิบชิดหูทำให้อูฮยอนแทบกัดลิ้นตัวเองตาย

“พี่จะทำให้นายร้องไม่เป็นคำเลย”

.

.

.

 

อีโฮวอนกำลังนั่งดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เงียบๆ คล้ายกับไม่สนใจจะมีอารมณ์ร่วมไปกับเสียงดนตรีดังอื้ออึงที่ดังกระแทกหูเลยสักนิด แต่รอยยิ้มบางเบาที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าคมครามก็พอจะบอกได้ว่าโฮวอนไม่ได้ฝืนใจสักเท่าไหร่ที่ต้องมานั่งอยู่ตรงนี้ อย่างน้อยก็เพราะคนที่นั่งคลอเคลียอยู่ไม่ห่างตัวทั้งซ้ายและขวาก็ยังไม่ทำให้โฮวอนชักสีหน้าใส่

 

“โฮวอนอา…” คิ้วเข้มกระตุกขึ้นเป็นเชิงถาม ก่อนจะก้มลงมองใบหน้าของเพื่อนสนิทที่อิงซบอยู่ที่ต้นแขน แก้มขาวแดงก่ำเพราะฤทธิ์แอลกอฮอลล์ ฟังจากน้ำเสียงบอกได้ว่าอูฮยอนยังไม่เมา แต่ไอ้อาการเอนตัวมาแนบชิดกันกลางผับแบบนี้ ไม่ได้เห็นมานานมากแล้ว ตั้งแต่เจ้าตัวมีเจ้าของ

 

“ว่าไง…”

 

“ไปเต้นกันเหอะ” อูฮยอนกระเด้งตัวขึ้นมาจากบ่าของโฮวอน ก่อนจะยื่นมือไปคว้าแก้วเหล้าจากปากของร่างหนาให้วางลงกับโต๊ะ แขนเรียวสอดรั้งให้โฮวอนลุกขึ้นยืนตามตัวเอง เสียงออดอ้อนชวนให้ออกไปเต้นด้วยกันที่กลางฟลอร์ทำให้โฮวอนยอมใจอ่อน ถอดเสื้อนอกออกฝากไว้กับคนที่นั่งอยู่ข้างตัวอีกคน แล้วปล่อยให้ตัวเองเดินไปตามแรงดึงของอูฮยอน

 

“อูฮยอนทะเลาะกับแฟนมาเหรอวะ?” เพื่อนคนหนึ่งในโต๊ะเอ่ยถามคนที่รับเสื้อนอกของโฮวอนมาฝาก ดงอูยิ้ม แต่ไม่ได้ตอบอะไรออกไป สายตาจดจ่ออยู่กับแก้วน้ำสีอำพันที่โฮวอนทิ้งเอาไว้เท่านั้น

 

ในขณะที่ทิ้งเพื่อนทั้งกลุ่มเอาไว้ที่โต๊ะ โฮวอนก็ออกมาเต้นกับอูฮยอนที่ฟลอร์ เส้นผมสีดำปลิวไปตามแรงสะบัดต้นคอ ถึงวันนี้จะไม่ได้ใส่ชุดที่พร้อมจะมาเที่ยวและไม่ได้เต้นอยู่ตรงกลางฟลอร์เสียทีเดียว แต่โฮวอนก็ต้องคอยเอามือโอบอยู่รอบเอวบางของอูฮยอนไม่ให้ถูกลากไปไหนไกล กลิ่นน้ำหอมยี่ห้อโปรดของอูฮยอน กรุ่นกลิ่นออกมาจางๆ ยามที่ร่างผอมบางขยับย้ายตัวเองไปมาตามจังหวะเพลง ถึงจะมีผู้คนเบียดเสียดยัดเยียดอยู่ในผับนับร้อยจนกลิ่นน้ำหอมมากมายตีกันรวนไปหมด แต่กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์จากผิวกายขาวละเอียดช่างเด่นชัดในยามที่ผิวหนังแนบสนิทกันขนาดนี้

 

“โอ๊ะ” โฮวอนประคองแผ่นหลังที่เกือบจะเซล้มไปไว้ได้ทัน อูฮยอนอุทานออกมาด้วยท่าทางเขินๆ ก่อนจะหัวเราะที่ตัวเองสะบัดหัวแรงเกินไปจนเกิดหน้ามืดขึ้นมากะทันหัน ทำให้โฮวอนต้องมาช่วยประคองอยู่อย่างนี้

 

“ระวังหน่อย”

 

คำดุไม่จริงจังของโฮวอนเรียกร้อยยิ้มกว้างขึ้นมาบนใบหน้าอูฮยอน แก้มขาวแดงเรื่อเพราะออกกำลังเต้นอย่างหนัก

 

“ไม่เห็นต้องระวังเลย…ยังไงโฮวอนก็คอยดูแลฉันอยู่นี่”

 

อูฮยอนยิ้มหวาน ดวงตาเรียวฉ่ำเยิ้มด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ นิ้วที่แตะอยู่บนลำแขนแกร่งไต่ขึ้นไปช้าๆ เพื่อประคองตัวเองขึ้นยืนให้ตรง พอดีกับที่โฮวอนช่วยดันแผ่นหลังให้ขยับให้กลับมาอยู่ในท่าปกติ ทำให้ใบหน้าของอูฮยอนถูกเลื่อนมาใกล้โฮวอนมากกว่าทุกครั้ง เหมือนแรงดึงดูดกับฤทธิ์น้ำเมาค่อยๆ ทำให้โฮวอนลืมตัว แบบเดียวกับอูฮยอนเผลอใจไปกับแววตาคมของอีกฝ่าย เพียงนิดเดียวก่อนที่ลมหายใจจะถูกผสานกลายเป็นหนึ่งเดียว เสียงกระซิบที่ข้างหูและแรงกระชากที่แขนอูฮยอนก็ดึงสติของทั้งคู่ให้กลับมา

 

“อยากกลับไปนอนที่หอกับพี่ หรือเปิดห้องนอนที่นี่กับเพื่อนตัวเอง หืม? อูฮยอน…”

 

ร่างผอมบางถูกดึงให้ไปยืนอยู่ข้างหลัง แต่ซองกยูยังคงรวบข้อมือนั้นไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก แม้สายตาจะปะทะอยู่กับโฮวอนที่ยืนเงียบไม่พูดอะไร ท่ามกลางเสียงดนตรีอึกทึกและผู้คนมากมายที่วาดลวดลายอยู่บนฟลอร์ อูฮยอนที่กำลังมึน พยายามบิดแขนออกจากมือของซองกยู แต่แรงบีบรัดรอบนั้นกดลึกขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับว่าไม่มีที่สิ้นสุด จนอูฮยอนต้องยอมหยุดดิ้น แล้วยืนอยู่นิ่งๆ ข้างหลังซองกยูโดยไม่อาจทำอะไรได้

 

“สนุกไหม? ยุ่งกับเพื่อนตัวเอง…แฟนคนอื่น”

 

น้ำเสียงราบเรียบผิดกับสีหน้าที่ลอบมองแค่เสี้ยวหน้าด้านข้างก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังโกรธมากแค่ไหน แต่คนที่จ้องหน้าสบตากันตรงๆ แบบโฮวอนก็ไม่ได้สนใจ ทำแค่เพียงตีหน้าเรียบเฉย มองซองกยูกลับอย่างไม่ยี่หระ ร่างหนายักไหล่ช้าๆ แล้วหมุนตัวกลับราวกับไม่ได้ทำอะไรผิดสักนิด ซองกยูขบกรามแน่นด้วยความโมโห

 

โมโห…จนอยากจะซัดให้ร่วง แต่เขาไม่อยากจะมีปัญหา ไม่อยากจะมีเรื่องให้เสียประวัติ ไม่ใช่ในที่สาธารณะแบบนี้

 

“ผมเจ็บ”

 

อูฮยอนเอ่ยประท้วง เมื่อแรงบีบที่ข้อมือมันรัดแน่นจนรู้สึกปวดแปลบไปหมด ทำไมจะไม่เห็นว่าคิมซองกยูโกรธจนมือสั่น แต่ก็อย่ามาทำให้เขาเจ็บแบบนี้

 

“เจ็บหรือ?” ซองกยูถามเสียงเรียบ ซ้ำยังห้วนสั้นจนอูฮยอนใจหาย “แล้วพี่ไม่เจ็บ? เมื่อไหร่จะเลิกทำตัวแบบนี้?”

 

“แบบนี้นี่แบบไหน?” น้ำคำดูถูกที่ออกมาจากปากของซองกยูทำให้อูฮยอนนึกเคืองไม่น้อย “ถ้าพี่ไม่ชอบ พี่ก็กลับไปทำให้หัวเย็นลงหน่อยเถอะ แล้วก็ปล่อย

 

อูฮยอนบิดข้อมือออก แต่ประโยคเอ่ยไล่ยิ่งทำให้เส้นประสาทของซองกยูขาดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม รู้ตัวอีกที นัมอูฮยอนก็โดนฉุดกระชากลากถูจนตัวปลิวออกมานอกร้านได้อย่างไรก็ไม่รู้ ซองกยูโยนให้อูฮยอนเข้าไปนั่งอยู่ในรถยุโรปคันหรูที่จอดขวางทางอยู่หน้าผับร้านประจำของเจ้าตัว รองเท้าหนังสีดำมันปลาบกระทืบคันเร่งจนรถแทบออกตัวล้อฟรี เสียงพื้นถนนถูกบดด้วยยางล้อรถจนกลายเป็นรอยไหม้ดังเสียงแก้วหูคนแถวนั้นไปทั่ว

 

ส่วนอูฮยอนน่ะหรือ? ก็ได้แต่นั่งทำหน้าคว่ำ กอดอกหันตัวหนีไม่ยอมพูดยอมจากับคนที่นั่งเงียบพอกันน่ะสิ

 

.

 

.

 

.

 

“เจ็บ…ผมเจ็บ! พี่ซองกยู”

 

หลังจากทั้งตบทั้งถีบอีกฝ่ายจนตามเนื้อตัวมีแต่รอยฟกช้ำ ก็ถูกยกจนตัวลอยหวือจนหลังกระแทกกับเตียงนุ่ม ยังไม่ทันจะได้ลุกขึ้นมาตั้งหลัก ก็ถูกซองกยูตามมาทาบทับอยู่บนตัว ท่อนแขนสองข้างกักอูฮยอนเอาไว้ไม่ให้ลุกหนีไปไหนได้ ฝ่ามือขาวของซองกยูไล้ไปตามใบหน้าที่หันหนีตัวเองไม่ยอมสบตา บีบบังคับให้กลับมามองกัน กลิ่นกายหอมละมุนชวนให้จุดรอยยิ้มตรงมุมปาก…ไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคย

 

“เปลี่ยนน้ำหอมเหรอ?”

 

“พอใจ” สีหน้าดื้อดึง อวดดีชวนทะเลาะไม่น้อย และเจ้าตัวก็คงตั้งใจแบบนั้น ซองกยูไม่ว่าอะไร เพียงแต่ยิ้มอีกครั้ง ดวงตารีเรียววาววับ กระตุ้นให้อูฮยอนเตรียมลุกหนีให้พ้นตัว เพราะครั้งสุดท้ายที่คิมซองกยูทำสายตาแบบนี้ มันไม่เคยจบลงแบบสวยๆ เลยสักครั้ง

 

“จะหนีไปไหน…” น้ำเสียงเย็นเยียบพร้อมแรงรั้งไหล่มนให้กลับมาติดกับพื้นเตียงอีกครั้ง คนตัวเล็กกว่าดิ้นไปมาอยู่ได้เพียงแค่ครู่เดียว เส้นหนังที่รัดรึงแขนสองข้างเอาไว้ก็โดนกระตุกแรงๆ จนอูฮยอนต้องคว่ำหน้าลงไปกับหมอนสีขาว ดิ้นขลุกขลักท่ามกลางเสียงกระซิบชิดใบหู “…ทำได้แค่นี้เหรอ อูฮยอน?”

 

แก้มขาวแดงซ่านด้วยความขุ่นเคือง แต่ที่มากกว่าคือริมฝีปากร้อนที่แนบลงบนผิวเนื้อนุ่มด้านหลังลำคอ คอเสื้อเชิ้ตสีอ่อนที่ยังคงสวมอยู่ติดเรือนกายไม่ห่างถูกรั้งลงจนเผยให้แผ่นหลังเนียนละเอียดที่มีร่องรอยการถูกแต้มสีจากกิจกรรมครั้งก่อนอยู่จางๆ ซองยูไม่รีรอให้เสียเวลา ริมฝีปากละไล้เรื่อยลงไปตามแนวไขสันหลังที่ปรากฏขึ้นทีละน้อย เรียวนิ้วยาวข้างที่ว่างริดกระดุมเสื้อด้านหน้าให้เป็นอิสระจากสาบเสื้อ จนในที่สุดก็หลุดมากองอยู่ตรงแขนที่ถูกตรึงเอาไว้

 

ฟันขาวขบลงบนปากอิ่มแน่น เพราะฝ่ามือหนากดน้ำหนักลงมาเบาบ้างหนักบ้างทั้งแถวหน้าอกและหน้าท้อง เสียงหอบหายใจเพราะเกร็งส่วนท้องแน่นจนตัวสั่น แผ่นหลังหยัดโค้งขึ้นตามจังหวะมือ แต่สักพักก็ต้องผ่อนกลับลงมา เพราะลิ้นชื้นที่ยังคงตั้งหน้าตั้งทำงานต่อไป

 

แต้มร่องรอยจนพอใจแล้วซองกยูถึงได้ยกตัวขึ้นทาบทับคนที่กำลังหอบระโหย ดึงสะโพกมนให้ยกขึ้นสูง บังคับให้นั่งคุกเข่าไปกับเตียง ทั้งที่หน้ายังคงคว่ำอยู่กับหมอนใบโต ดวงตาปรือปรอยหลังจากโดนปลุกเร้าที่ท่อนบนตวัดขึ้นมองคนที่ก้มลงมาพึมพำคำพูดหยาบโลนอยู่ที่ข้างหูจนใบหน้าขึ้นสี แขนสองข้างสะบัดศอกไปกระแทกเข้ากับสีข้างของซองกยูที่ยังคงหัวเราะเสียงต่ำด้วยความสนุก

 

ซองกยูกดฝ่ามือลงบนจุดสำคัญ เน้นย้ำผ่านเนื้อผ้า เจตนาที่ทำอย่างเชื่องช้าแต่กดย้ำทุกสัมผัสหนักแน่นเสียจนคนโดนกระทำหลุดเสียงครางแผ่วหวิวออกมา ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกได้ใจ ซองกยูก็ยิ่งหนักมือเข้าไปอีก จนกระทั่งกางเกงยีนส์ขนาดพอดีตัวที่อูฮยอนใส่อยู่กลายเป็นคับตึงจนอึดอัด

 

“ไม่สบายตัวใช่ไหม…ให้พี่ช่วยไหมล่ะ?”

 

“…ไม่!” ทั้งที่เป็นความจริงอย่างที่ซองกยูพูด แต่อูฮยอนก็ยังคงดึงดันที่จะดื้อพยศเพราะเหตุการณ์เมื่อช่วงก่อนหน้ายังคงทำให้อูฮยอนนึกเคืองไม่หาย ถึงจะรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดเหมือนกันก็เถอะ

 

“เมื่อไหร่จะเลิกทำตัวแบบนี้เสียที อูฮยอน?”

 

“อะไรของพี่…ผม…ทะ อ๊ะ ทำอะไร” น้ำเสียงติดจะโมโห เปลี่ยนเป็นสั่นพร่าที่ท้ายประโยค เมื่อกระดุมกางเกงถูกปลดให้คลายออก ซิปเหล็กถูกรูดลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีเนื้อผ้าบางของชั้นในที่เป็นปราการอยู่อีกชั้น สัมผัสชื้นแฉะทำให้ซองกยูนึกขำจนต้องส่งเสียงหึในลำคอ แก้มขาวยิ่งถูกแต้มด้วยริ้วสีแดงมากกว่าเดิม ส่วนอ่อนไหวถูกลูบไล้อย่างช่ำชองผ่านเนื้อผ้าชื้น ทั้งหนืดเหนียว ไม่สบายตัว ซ้ำยังโดนเนื้อผ้าครูดไปมา จนต้องขบฟันกรามแน่น

 

เสียงครางอึกอักในลำคอบ่งบอกว่าอูฮยอนกำลังทรมาณมากแค่ไหน ทำได้เพียงแค่กัดฟันลงกับปลอกหมอนระบายอารมณ์ที่ถูกปลุกเร้ารุนแรงขึ้นทุกที

 

“เลิกหว่านเสน่ห์ไปทั่วได้รึเปล่า…”

 

ส่วนอ่อนไหวถูกสัมผัสด้วยฝ่ามือร้อนตรงๆ ความหยาบกร้านโอบอุ้มมันเอาไว้ทั้งหมดจนแทบดิ้นพล่าน ติดเสียก็แต่จะขยับตัวยังทำไม่ได้

 

“เลิกยุ่งกับหมอนั่นสักที…”

 

ขอบกางเกงยีนส์สีเข้มถูกปลดลงพร้อมกับชั้นในสีขาวให้ได้สัมผัสกับอากาศเย็นเฉียบของเครื่องปรับอากาศ ก่อนจะถูกโอบทับด้วยความร้อนจากผิวกายมนุษย์

 

“พี่ไม่ชอบ…พี่หวง เข้าใจไหม?”

 

ไม่ทันได้ตั้งตัว เนื้อร้อนจัดก็พลันแทรกเข้ามาในตัวจนต้องกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ถึงจะถูกปลุกเร้าด้านหน้าจนเปียกชื้นไปหมด แต่เพราะด้านหลังมันไม่ใช่ช่องทางที่ธรรมชาติสร้างมาให้รองรับการขยายอย่างกะทันหันแบบนี้ ความจุกเสียดปวดร้าวแล่นปราดขึ้นมาตามไขสันหลังจนแทบคลั่ง ไม่ได้คิดว่าจะร้องไห้สักนิด เพียงแต่ร่างกายมันขับให้ต่อมน้ำตาทำงานเพื่อระบายความเจ็บปวดของมันเองเท่านั้น

 

“แล้วถ้าผมไม่สนล่ะ?”

 

ถ้อยคำถือดียังคงถูกพูดออกมาว่าแม้ว่าแรงกระแทกของซองกยูนั้นไม่มีความอ่อนโยนอยู่เลยสักนิด มีแต่ความเกรี้ยวกราด ยิ่งได้ฟังคำตอบยิ่งเคลื่อนกายหนักขึ้นทุกที

 

“งั้นคืนนี้…เราก็ต้องเคลียร์กันยาวหน่อยแล้วล่ะ” ฟันคมกัดเข้าที่ใบหูเล็กจนเกิดเป็นรอยฟันประทับ ก่อนจะกดจูบซ้ำลงไป

 

แกนกายร้อนจัดขยับเข้าจนสุด และออกมาจนเกือบสุด เป็นอย่างนี้วนเวียนซ้ำไปมา เร็วบ้าง ช้าบ้าง ตามแต่คนคุมจังหวะจะต้องการ ทำนองเพลงที่ไม่เหมือนยามปกติทำเอาร่างที่อยู่ข้างใต้แทบบ้า แผ่นอกที่เคยแนบชิดให้ความอบอุ่น กลับปล่อยให้แผ่นหลังขาวปะทะกับไอเย็นภายในห้องโดยไม่สนใจ เช่นเดียวกับแขนสองข้างที่ถูกมัดเอาไว้จนลืมไปแล้วนั่นขึ้นสีแดงช้ำเพราะอาการห้อเลือด

 

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่อูฮยอนก็ไม่อาจรู้ เพียงแต่ถูกจับให้เปลี่ยนท่าไปมาจนสติเริ่มพร่าเบลอ อย่าว่าแต่ร้องไม่เป็นคำอย่างที่คิมซองกยูเคยขู่เอาไว้เลย แค่ให้นึกอะไรสักอย่างในหัวตอนนี้ยังไม่มีปัญญา

 

แต่จู่ๆ เข็มขัดหนังที่พันธนาการเอาไว้ก็ถูกคลายออก อูฮยอนถูกพลิกตัวให้กลับมาเผชิญหน้ากับซองกยูอีกหนทั้งที่ส่วนนั้นยังคงคาอยู่ข้างใน ดวงตาเรียวเล็กที่จ้องมองมาทำให้อูฮยอนกลืนถ้อยคำเจ็บแสบกลับลงไปในคออย่างรวดเร็ว แกนนิ้วไล้ไปตามโครงหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ริมฝีปากบางนั่นไม่ปริปากเอ่ยอะไรออกมาสักคำ มีเพียงความเงียบงันที่ไร้แม้แต่เสียงหอบ

 

“พี่ขอร้อง…ได้ไหม?”

 

น้ำเสียงที่ฟังดูเหนื่อยอ่อน แล้วก็สีหน้าที่ดูกลั้นใจถามนั่นมันอะไร? นัมอูฮยอนอยากจะถาม แต่ก็เพราะรู้คำตอบและต้นเหตุของมันดีว่าเป็นเพราะใคร อูฮยอนจึงเลือกที่จะเงียบ แต่ให้คำตอบด้วยการยกมือสองข้างขึ้นเกาะที่รอบลำคอ ปลายนิ้วเขี่ยปลายผมชื้นเหงื่อที่ระเรี่ยอยู่ตรงต้นคอมาม้วนเล่น ยกตัวขึ้นเล็กน้อยเท่าที่พลังงานในร่างกายจะอำนวยขึ้นจูบปลายคางแหลมอย่างเอาอกเอาใจ

 

“ถ้าผมตอบว่าไม่…พี่ก็คงเลิกกับผม”

 

“ใช่”

 

อีกฝ่ายยอมรับขึ้นมาดื้อๆ นั่นทำให้อูฮยอนใจเสียไม่น้อย เพียงแต่ยังคงยกยิ้มหวานผ่านแววตาออดอ้อนทั้งที่ในใจก็แอบหวั่น

 

“ผมสัญญา…”

 

“เลิกยุ่งกับหมอนั่น…”

 

“แต่เขาเป็นเพื่อนของผม”

 

“…เกินเพื่อน”

 

“ก็ได้ครับ…สัญญา” ถ้อยคำสัญญาและมัดจำเป็นรสจูบหวานซึ้งที่อูฮยอนเป็นฝ่ายชักนำ ออกแรงดึงรั้งให้ซองกยูลงมาแนบชิดสนิทไปทั่วทุกส่วน จูบนุ่มนวลอ่อนหวานราวกับจะขอโทษและง้องอนไปภายในเวลาเดียวกัน ได้รับการตอบสนองอย่างดีเสียจนลมหายพาลติดขัดไปหมด ริมฝีปากอิ่มตึงที่ถูกทำให้แดงช้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกได้รับการปล่อยให้เป็นอิสระ เปิดโอกาสให้ได้สูดลมหายใจเข้าไปในปอดบ้าง เพื่อเอียงคอรับจูบอุ่นๆ ที่แนบลงมาอีกครั้ง

 

“อย่ารุนแรงอีกนะครับ…คืนนี้พอแล้ว” แตะมือข้างนึงลงที่ข้างแก้มของชายหนุ่ม กระซิบเสียงออดอ้อนแผ่วเบาเหมือนไม่อยากให้ใครได้ยิน แม้จะอยู่กันเพียงลำพังสองคน ทำให้ความขุ่นโกรธในใจของซองกยูกลายเป็นเพียงตะกอน ซองกยูจับเอามือนุ่มขึ้นมาพิจารณา รอยแดงเป็นปื้นทั้งข้อมือเพราะถูกเสียดสีดูน่ากลัว ซองกยูบรรจงแตะริมฝีปากลงที่หลังมือแผ่วเบา พยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่ให้กระทบกระเทือนข้อมือที่บาดเจ็บ

 

“มือ…”

 

ริมฝีปากแตะลงบนเปลือกตาที่หลับพริ้มลงรับสัมผัสอ่อนหวาน

 

“ตา…”

 

ไล่เรื่อยลงมาหยุดอยู่ตรงกลีบปากแดง

 

“ปาก…”

 

ก่อนจะวกกลับมาที่หน้าผากมน

 

“ไม่ว่าส่วนไหน…แค่เป็นเรา พี่ก็หวง เราเข้าใจไหม…”

 

หวง

 

ไม่ว่ากี่ครั้งที่เห็นใครก็ตามแตะต้องร่างกายของคนๆ นี้ไม่ว่าจะด้วยเจตนาใด คิมซองกยูไม่เคยสามารถข่มอารมณ์คำว่าหวงเอาไว้ในใจได้เลยสักครั้ง ทั้งที่เคยนึกรำคาญและเกลียดใครก็ตามที่ชอบแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของเกินพอดี แต่กลับกลายเป็นว่าวันนี้ต้องมาเป็นคนที่ขี้หึงเสียเองจนน่ารำคาญ นิสัยโมโหร้ายเป็นทุนเดิมยิ่งทำให้เรื่องราวเลวร้ายและจบแบบไม่สวยทุกที

 

“อือ…”

 

ไม่ว่าจะได้คำสัญญาสักกี่ครั้ง คิมซองกยูก็ไม่เคยทำใจให้ปล่อยอูฮยอนไปไกลสายตาได้เลยสักครั้ง

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวเอง หรือเป็นเพราะใคร

เพราะอูฮยอน? หรือคนที่มาติดพันอูฮยอนกันแน่…

 

อาจเป็นเพราะทั้งหมด

 

“ไม่มีอีกแล้ว…กับโฮวอน

 

ยืนยันคำสัญญาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะถูกปิดปากไม่ให้เอ่ยชื่อของใครอื่นนอกจากชื่อของตัวเองอีกซ้ำสองในค่ำคืนนี้

 

FIN?

 

 

 

 

 

 

.

 

 

 

 

 

 

Special

 

ดวงตากลมกระพริบขึ้นมา ภาพพร่ามัวของโต๊ะหัวเตียงฉายให้เห็นแสงไฟกระพริบจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ อูฮยอนขยับตัวแผ่วเบาไม่ให้คนที่กำลังกอดเขาอยู่ใต้ผ้าห่มรู้สึกตัวตื่น ปลายจมูกที่ขยับไปมาเล็กน้อยบริเวณต้นคอทำเอาสะดุ้งไม่น้อย ถึงจะไม่ได้คิดว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกตัวตื่นหลังจากใช้พลังงานในร่างกายไปเกือบหมดจะตื่นขึ้นมาได้ง่ายๆ ก็เถอะ แต่ก็อดไม่ได้ว่าจะต้องทะเลาะกันอีก ถ้าคิมซองกยูตื่นขึ้นมาตอนนี้

 

โอเคไหม

-โฮวอน

 

ข้อความสั้นๆ จากเพื่อนสนิทที่น่าจะส่งมาตั้งแต่หลายชั่วโมงก่อนเรียกรอยยิ้มบางเบาประทับบนใบหน้า พิมพ์ข้อความตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบวางมันกลับไปบนโต๊ะตามเดิม แล้วรีบพลิกตัวกลับมาหาคนที่เริ่มขยับตัวไปมาอยู่ใต้ผืนผ้าห่มเดียวกัน

 

“ไม่ง่วงเหรอ” เสียงแหบพร่ากระซิบถามอยู่ตรงขมับ เมื่อซองกยูรั้งร่างผอมบางให้ขยับไปชิดอก ผิวเนื้ออุ่นร้อนยังคงชื้นเหงื่อ แต่อูฮยอนก็ยอมกอดเอวหนากลับไป

 

“สะดุ้งตื่นเฉยๆ นอนเถอะครับ” อิงศีรษะกลับลงไป นิ้วก็ไล้เขี่ยแนวกระดูกไหปลาร้าเล่น เรียกเสียงพึมบางอย่างอยู่ในลำคอที่อูฮยอนฟังไม่ออก แต่ซองกยูก็ไม่คิดจะขยายความให้คำตอบ อูฮยอนจึงเลิกสนใจแล้วหลับตาลงพักผ่อน ไม่สนใจว่าซองกยูจะพูดอะไรหรือนึกไปถึงคนที่ตัวเองเพิ่งส่งข้อความไปให้อีกเลย

 

.

 

.

 

.

 

เคลียร์กันแล้ว แต่ช่วงนี้นายกับฉันอย่าเจอกันสักพักดีกว่านะ

ฉันไม่อยากทะเลาะกับพี่เขาแบบนี้อีก เปลืองตัวยังไงก็ไม่รู้ ฮ่าๆ

แล้วฉันจะโทรไปนะ ;]

-อูฮยอน

 

 

 

 

 

 

 

 

Really?

 

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากเหตุการณ์ฟาดกีตาร์ของลีดเดอร์ครั้งนั้น เกือบสองเดือนต่อมาวงของเขาก็ได้กลับมาเล่นไลฟ์คอนเสิร์ตในผับที่เดิมอีกครั้ง และแน่นอนว่าคราวนี้มีตุ๊กตาหน้ารถของคิมซองกยูมานั่งยิ้มหวานๆ ไม่ให้ซองจง ซองยอล และมยองซูต้องประสาทเสียซ้ำสอง เห็นแบบนี้แล้วซองยอลก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากแซวระหว่างที่นั่งเล่นรออยู่ในห้องพักนักดนตรีระหว่างที่มยองซูกับซองจงออกไปหาอะไรทานรองท้อง

 

“พี่ดีกับอูฮยอนแล้วเหรอ”

 

ซองกยูพยักหน้ารับยิ้มๆ มวนกระดาษสีขาวที่ถูกคีบระหว่างนิ้วถูกเผาไหม้จนเกือบหมด ก่อนจะถูกขยี้ลงไปบนกระบะทรายใกล้ตัว ซองยอลมองตามพี่ชายที่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงไปที่ทางออกด้านหลัง ในมือมีเครื่องมือสื่อสารที่กำลังกระพริบไฟบ่งบอกว่ามีคนกำลังโทรเข้า

 

“หมอนั่นยังไม่รู้เรื่องของพี่ล่ะสิ ถึงได้ยอมง่ายๆ”

 

อีกฝ่ายหันมายักไหล่กับซองยอลด้วยท่าทีสบายๆ ก่อนจะหันหลังกลับไปรับโทรศัพท์โดยไม่สนใจคำถามของซองยอลอีก แบบที่คนฟังนึกอยากให้อูฮยอนได้มาฟังเองเหลือเกินว่าแฟนตัวเองน่ะร้ายแค่ไหน

 

อูฮยอนน่ะเป็นแฟนตัวจริงของคิมซองกยู ใครๆ ก็รู้ แล้วไอ้เรื่องที่อูฮยอนชอบไป…แบบว่า อืม อย่างนั้นแหล่ะ กับคนอื่นไปเรื่อย โอเค อาจจะไม่ถึงขั้นจบลงบนเตียงทุกคน แต่ก็เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้ ก็เจ้าตัวออกจะเปิดเผยซะจนตอนแรกเขาก็แอบแปลกใจนิดหน่อย แต่บังเอิญว่าสิ่งที่นัมอูฮยอนและใครๆ ก็ไม่รู้เนี่ย เขาดันรู้นี่สิ

 

ก็ไอ้เรื่องที่ว่าคิมซองกยูก็ไม่ได้ต่างจากนัมอูฮยอนเท่าไหร่น่ะ…แค่ว่าไม่ได้ประเจิดประเจ้อเท่าก็เท่านั้นเอง ออกจะเก็บเรื่องได้เงียบเชียบจนน่าประหลาดใจยิ่งกว่าซะอีก เพราะไม่มีผู้หญิงหรือว่าผู้ชายคนไหนของคิมซองกยูคิดจะระรานอูฮยอนหรือเปิดเผยเรื่องราวของตัวเองกับซองกยูเลยสักคน…ถึงอีซองยอลจะนึกอยากให้มีใครสักคนแหกเรื่องนี้ออกมาสักคนก็เหอะ ยิ่งถ้าเรื่องแดงออกมาพร้อมๆ กันเลยก็ยิ่งดี เพราะเขาไม่คิดว่าอูฮยอนจะทำตัวน่ารักอย่างนี้กับคิมซองกยูไปได้สักกี่นานหรอก กับอีโฮวอนอาจจะไม่มีแล้วก็ได้ แต่ก็ใช่ว่านัมอูฮยอนมีอีโฮวอนคนเดียวซะเมื่อไหร่

 

เคยเห็นแต่พี่ซองกยูน็อตหลุดอยู่ฝ่ายเดียว เขาเองก็อยากให้อูฮยอนอาละวาดเหมือนกันนั่นล่ะน่า…คงสนุกดีพิลึก

 

*

 

Real FIN

Advertisements

One thought on “[SF] Same (Sungkyu x Woohyun)

  1. หื้ม… ขอให้มีอีกตอนที่อูฮยอนน็อตหลุดบ้างได้ไหม
    โอ่ยยยยย อิตาพวกนี้!!! 5555555555555 5

    ตอนแรกอ่านไปแบบจะคลั่ง นี่มันสวรรค์เบี่ยงชัดๆ
    สงสารพี่กยูจับใจ T^T

    แต่ถ้าเราเป็นอูฮยอนแล้วต้องทะเลาะกันแล้วจบลงด้วยเรื่องบนเตียงเราก็คงเลิกเหมือนกันนะ
    แต่ตอนที่พี่กยูพลิกตัวนัมกลับแล้วถามว่าเลิกได้ไหมนี่มันบีบจริงๆ
    T^T …ออกจะดีใจที่เห็นนัมกลับมาทำตัวดีๆ ไม่มีเรื่องราวให้ทะเลาะ

    แต่ตอนจบกลับกลายเป็นอิตาซองกิวนี่ร้ายสุดๆ
    เห็นเงียบๆ นี่เพียบนะเออ อะไรแนวนั้น 555 5 5

    หวังว่าจะมี Same 2 ให้อ่านกันนะคะ ><

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s