[SF] Birthday (TAO x LAY)

Standard

Title: Birthday
Author: Nina*
Paring: Tao x Lay
Rating: PG
Author’s note: หว่าเว้ – The Jukks

 

*

 

OST. หว่าเหว้ – The Jukks

 

*

 

บรรยากาศในหอพักมหาวิทยาลัยช่วงปิดเทอมมันโคตรจะเงียบ เงียบจนตอนนี้จางอี้ชิงก็คิดอยู่เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องแบบคนอื่นเขากันนะ

 

คำตอบก็คือ ‘เงิน’ ไงล่ะ

 

ชีวิตเด็กทุนมหาวิทยาลัยน่ะไม่ค่อยจะมีสตางค์เหลือเกินเหลือใช้อะไรนักหรอกนะ ถึงจะไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอะไร เพราะแค่ประคองผลการเรียนให้อยู่ในเกณฑ์ให้ไปจนจบการศึกษาได้ เขาก็แทบไม่ต้องเป็นห่วงอะไร แต่ค่าใช้จ่ายอย่างอื่นนี่สิ…ถึงบ้านจะไม่ได้ถึงขั้นแร้นแค้นแสนเข็ญ แต่ก็ไม่อยากรบกวนอะไรที่บ้านมากกว่าไปกว่าค่าขนมประจำเดือนที่ได้มาพอให้จัดสรรปันส่วนให้อยู่รอดไปได้ทุกเดือน

 

จางอี้ชิงก็มนุษย์เดินดินต้องกินอาหารเหมือนคนธรรมดาทั่วไปนั่นล่ะ โชคดีที่เกิดมากินง่ายตั้งแต่เด็กยันโต พอต้องมาเจียดเงินค่าขนมไปซื้อพวกอุปกรณ์การเรียนต่างๆ จนเหลือเงินแค่น้อยนิดพอให้ซื้ออาหารถูกๆ ประทังชีวิตก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร ประกอบกับได้ทำงานพิเศษในร้านสวัสดิการใต้หอพักอีก ก็เลยได้ค่าเบี้ยเลี้ยงเพิ่มอีกนิดหน่อยมายอดกระปุกเวลาอยากได้อะไรขึ้นมาจริงๆ แต่อี้ชิงก็ไม่ค่อยได้ซื้ออะไรเท่าไรหรอกนะ

 

กลับมาเรื่องปัญหาของอี้ชิงตอนนี้เถอะ

 

อี้ชิงไม่ได้เป็นคนกลัวผี คนกลัวการอยู่คนเดียว หรือว่ากลัวความมืด แต่การอยู่หอพักคนเดียวช่วงปิดเทอมนี่มันโคตรจะเหงาและแกร่วสุดๆ ไปเลย

 

ตอนแรกอี้ชิงก็แค่คิดว่าปิดเทอมแค่ช่วงสั้นๆ ราวสามอาทิตย์ มันไม่ค่อยคุ้มกับค่ารถและการเดินทางที่ยาวนานจากปักกิ่งถึงฉางชา คิดอย่างไรก็เก็บเงินเอาไว้จ่ายค่าตั๋วมหาโหดตอนปิดเทอมใหญ่ยังดีกว่า แต่ตอนนี้อี้ชิงอยากให้ตัวเองตัดสินใจใหม่ เพราะนี่มันเหลือเวลาอีกตั้งสามอาทิตย์กว่าที่มหาวิทยาลัยจะกลับมาครึกครื้นอีกครั้ง

 

ออกไปเดินเล่นนอกมหาวิทยาลัยมันก็ดีอยู่หรอก เสียแต่มันมีของล่อตาล่อใจอยากจะให้จับจ่ายใช้สอยเต็มไปหมดนี่ซี่ สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการเดินแกร่วเล่นอยู่ในวิทยาเขต เอากล้อง DSLR ตัวเก่งที่แม้ว่าสภาพจะดูผ่านสงครามโลกมาครบทุกครั้งไปสักหน่อย แต่มันก็ยังทำงานได้ดี เอารูปมานั่งแต่งเล่นแก้เหงาไปได้ล่ะนะ

 

เป็นการผ่านไปห้าวันที่เซ็งจับใจ พอเข้าคืนที่หก จางอี้ชิงก็เหงาจนจะเป็นบ้า…

 

บรรยากาศวุ่นวายจนถึงขั้นที่บางวันเกือบเป็นการจราจลเคยทำให้อี้ชิงรำคาญอยู่บ้าง แต่ตอนนี้อี้ชิงรู้สึกว่าที่นี่มันเงียบจนเหมือนว่าอยู่คนเดียวท่ามกลางพื้นที่หลายสิบไร่นี่ ทั้งที่ความจริงก็มีเด็กหลายคนที่ยังอยู่ติดหอแบบอี้ชิง รวมถึงบรรดาเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยและหมาแมวอีกนิดหน่อยที่คอยอยู่โยงเป็นเพื่อนกัน

 

แต่มันไม่เหมือนกัน

 

เดินสวนกันแต่ไม่รู้จักกัน บางคนก็เคยทักกันในคณะบ้างแต่ก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรขนาดนั้น ไม่ได้อยู่คนเดียวก็เหมือนอยู่คนเดียวนั่นล่ะ ที่สำคัญ…วันนี้น่ะวันเกิดของอี้ชิงนะ

 

ถึงตอนเช้าจะได้รับโทรศัพท์สุขสันต์วันเกิดจากที่บ้านแล้วก็เถอะ แต่นั่งเหี่ยวๆ คนเดียวในหอพักนี่มันน่าเบื่อเป็นบ้า เหงาด้วย แถมยิ่งมองเตียงของ ‘รูมเมท’ ที่ควรจะมาอยู่เป็นเพื่อนกันในวันนี้มันก็ยิ่งห่อเหี่ยวเข้าไปอีก

 

สุดท้ายแล้วอี้ชิงก็เลยตัดสินใจจะออกไปเดินเล่นในเมืองสักหน่อย อย่างน้อยก็นั่งเล่นที่ร้านกาแฟจนกว่าจะหมดวันก็แล้วกัน โชคดีที่หอพักภายในมหาวิทยาลัยที่เขาอยู่ไม่ได้จำกัดเวลาการเข้าออกให้วุ่นวาย

 

ลมเย็นๆ กับแสงสีที่มีพอประมาณในย่านร้านค้าทำให้อี้ชิงรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย ร้านกาแฟยอดฮิตที่เปิดตลอดยี่สิบชั่วโมงที่ปกติแทบจะไม่มีที่ให้เดินเข้าไปสั่งกาแฟด้วยซ้ำ ตอนนี้กลับโล่งและสงบมากจนอี้ชิงแอบเสียใจนิดหน่อยที่ไม่มีคนเยอะแยะให้เขาได้มองนั่นนี่ แต่สุดท้ายก็เลือกมุมสงบที่อยู่ใกล้กับชั้นหนังสือ แล้วซุกตัวเข้ากับโซฟาเพื่อจิบลาเต้ร้อนที่บาริสต้าวาดลายบนฟองนมเป็นคำว่า ‘兴’

 

บริการเล็กๆ น้อยๆ พร้อมกับคำอวยพรให้มีความสุขในวันเกิดที่เหลืออยู่อีกประมาณห้าชั่วโมงกว่ามันน่าประทับใจดีเหมือนกัน

 

เพลงในร้านเป็นจังหวะบอสซ่านุ่มๆ จนนึกว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ตามบาร์เหล้าเสียอีก ผิดก็ตรงที่ว่าแก้วบรรจุเครื่องดื่มตรงหน้ามันคือกาแฟรสกลมกล่อม ไม่ใช่เหล้ารสเข้มเท่านั้นแหล่ะ อี้ชิงก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองคิดถูกหรือเปล่าที่มานั่งในสถานที่ที่มีผู้คนแบบนี้

 

ระหว่างนั่งเหงา ‘คนเดียว’ ในห้องพัก กับ ออกมานั่งชมบรรยากาศที่มีคนเขาเดินด้วยกัน ‘คนเดียว’ ไม่รู้ว่าอันไหนมันแย่กว่ากันเนอะ

 

จากที่ตั้งใจว่าจะนั่งมันยันเช้าไปเลย อี้ชิงก็ต้องถอดใจเมื่อนาฬิกาบอกเวลาสามทุ่มครึ่งเท่านั้น ถึงหนังสือที่มีให้บริการอ่านในร้านจะแก้เบื่อได้พอสมควร แต่ความคิดในหัวที่มันตีกันยุ่งนี่มันเกินกว่าจะทนได้ไหวจริงๆ สู้กลับไปข่มตานอนให้มันข้ามวันไปเลยเสียยังดีกว่า

 

อี้ชิงออกมายืนมองท้องฟ้าที่แทบจะไม่เห็นฟ้าพลางถอนหายใจ ก่อนที่จะตัวสั่นหงึกๆ เพราะลมเย็นที่พัดมาวูบใหญ่ เข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อากาศช่วงกลางคืนเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด โชคดีที่ไม่มีเมฆฝนตั้งเค้าให้ลุ้นว่าจะได้ตัวเปียกเป็นลูกหมากลับหอในวันเกิดหรือเปล่า แต่ก็เอาแน่เอานอนอะไรกับฟ้าฝนไม่ได้นัก อี้ชิงเลยรีบจ้ำกลับวิทยาเขตให้เร็วที่สุดแทนที่จะเอ้อระเหยมองผู้คนอย่างขามา

 

ต้นไม้ในมหาวิทยาลัยเริ่มจะเตรียมผลัดใบ เสียงของใบไม้แห้งกรอบที่โดนลมพัดจนเสียดสีกันเป็นเสียงชวนหลอนปนเหงาทำให้อี้ชิงต้องถอนหายใจออกมาเป็นรอบที่ร้อยของวัน

 

ใครสักคนเคยบอกว่าถอนหายใจในครั้ง อายุสั้นลงไปอีกหนึ่งวัน ถ้าเกิดว่าที่พูดมันจริงล่ะก็ คิดว่าจางอี้ชิงคงบั่นทอนอายุตัวเองทิ้งไปเป็นเดือนในวันเกิดของตัวเองนี่แหล่ะ

 

“พี่ถอนหายใจเหมือนคนแก่มาสักร้อยรอบได้แล้วมั้ง”

 

อี้ชิงสะดุ้งโหยงแล้วมองไปรอบตัวที่มีแต่ความมืด ก่อนจะพบเจ้าเด็กหน้าตากวนประสาทที่กำลังก้มหน้าก้มตากดโทรศัพท์มือถืออยู่ข้างถังขยะพลาสติก เป็นโลเกชั่นที่ดีมากจนอี้ชิงอยากจะคว่ำถังขยะนั่นใส่หัวสีแสบตานั่นให้สมกับที่ทำให้ตัวเองเผลอตกใจจนเกือบจะร้องเรียกหาแม่อยู่แล้ว

 

“นาย…!”

 

“จื่อเทาครับ จื่อเทา หวงจื่อเทา ผมบอกกับพี่ไปร้อยรอบได้แล้วมั้งว่าผมชื่ออะไร นี่ต้องให้ทวนด้วยหรือเปล่าว่าผมเป็นเด็กคณะบริหารอินเตอร์ปีสองที่ตามจีบพี่มาเกือบปีแล้วน่ะ”

 

อี้ชิงเบ้ปากกับถ้อยคำกวนประสาทของไอ้เด็กตัวสูงที่ลุกขึ้นเอามือปัดฝุ่นที่ติดอยู่ตามกางเกงก่อนจะหันมายิ้มแฉ่งใส่

 

ถ้าเขาจำไม่ผิด ไอ้เด็กนี่มันบอกว่ามันจะกลับบ้านที่ชิงเต่าไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงเสนอหน้ามาอยู่นี่ได้ล่ะ

 

“ผมเปลี่ยนใจอ่ะ กลับบ้านไปนอนอืดเฉยๆ แล้วมันเบื่อก็เลยกลับมาอยู่หอเป็นเพื่อนพี่ดีกว่า”

 

“ฉันไม่ได้ถาม”

 

“หน้าพี่มันฟ้องเหอะว่า ‘ไอ้เด็กนี่มันบอกว่าจะกลับชิงเต่าไม่ใช่เหรอ แล้วมาเสนอหน้าอะไรตรงนี้’ น่ะ” คำย้อนที่ทำเอาอี้ชิงอึ้งไปเล็กน้อยว่าเด็กมันรู้ได้อย่างไร แต่ก็เก็บคำถามพวกนั้นเอาไว้ในใจ

 

อี้ชิงยืนมองฟ้ามองดินไประหว่างที่ปล่อยให้เด็กมันแทะโลมทางสายตา เพราะอี้ชิงเองก็รออยู่เหมือนกันว่าไอ้เด็กนี่มันจะพูดอะไรหรือเปล่า

 

ก็อย่างที่เด็กมันพูดนั่นล่ะ ว่าหมอนี่เป็นรุ่นน้องในมหาวิทยาลัยที่ตามจีบเขามาปีกว่าแล้ว ทั้งที่เขาก็ปฏิเสธแบบไร้เยื่อใยไปชัดเจนว่าไม่ได้ชอบผู้ชาย แต่ไอ้เด็กนี่ก็ย้อนมาเสียพูดไม่ออกว่า

 

‘ผมบอกเหรอว่าผมชอบผู้ชาย ผมชอบพี่ต่างหาก แต่เอ๊ะ…พี่ก็เป็นผู้ชายนี่นะ งั้นผมชอบผู้ชายก็ได้’

 

ประสาทจะกิน

 

หวงจื่อเทา เด็กคณะบริหารอินเตอร์ ปีสอง คำจำกัดความที่เพื่อนๆ ผู้หญิงของเขาให้เอาไว้คือ ‘รูปหล่อ พ่อรวย’ (แต่ถ้าไปถามบรรดาสาวเทียมทั้งหลายจะได้คำพ่วงมาอีกอย่างต่อจากพ่อรวย ซึ่งเขาก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันจริงไหม แล้วยัยพวกนั้นไปรู้ได้ยังไง) ตอนที่หมอนี่มาก้อร้อก้อติกเขาอยู่เป็นเดือนสมัยอยู่ปีหนึ่ง เพื่อนสาวของเขาคนหนึ่งก็เกิดคันปากจนแทบทนไม่ไหวเลยเอ่ยปากถามหมอนี่ออกไปตรงๆ ว่ามา ‘จีบ’ เขาหรือยังไง

 

และคำตอบที่ทำได้ก็ทำเอากระดูกโกลนของอี้ชิงสั่นไปเป็นอาทิตย์จากเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความอิจฉา ริษยาจนไฟสุมอกของบรรดาเพื่อนสุภาพสตรีผู้เรียบร้อยเหมือนผ้ายับๆ ที่พับเอาไว้ในกองผ้าขี้ริ้ว จางอี้ชิงอยากจะจับมัดไอ้เด็กหน้าตาดีรูปสวยรวยทรัพย์นี่ให้บรรดาเพื่อนชะนีของเขาจริงๆ

 

เด็กมันก็ไม่ได้นิสัยแย่อะไรหรอก ถ้าไม่นับเรื่องกวนตีนเหมือนหน้าตาล่ะก็นะ แต่เขาเป็นผู้ชายนะ มันก็ควรจะรู้สึกแปลกๆ ใช่ไหมล่ะที่โดนผู้ชายด้วยกันมาจีบน่ะ

 

เขาไม่ได้เป็นพวกโฮโมโฟเบียหรือว่ารังเกียจอะไรเพศที่สามสี่ห้าหกเจ็ดแปดหรอกนะ บรรดาเพื่อนที่มีรสนิยมชอบเพศเดียวกันก็มีเยอะแยะไป แต่พอมาโดนกับตัวเอง…มันก็ออกจะแปลกๆ

 

“พี่ไปไหนมามืดค่ำป่านนี้แล้ว”

 

ในที่สุดจื่อเทาก็ยอมเปิดปากพูดเสียที นึกว่าจะจ้องจนกว่าเขาจะสลายกลายเป็นอนุภาครวมกับอากาศก่อนเสียอีก

 

“เบื่อ ก็เลยออกไปเดินเล่นมา” อี้ชิงตอบไปตามความจริง

 

“แล้วนี่…? จะกลับหอแล้วเหรอ”

 

“อืม ก็…เบื่อแล้ว กลับไปนอนดีกว่า”

 

“พี่นี่ขี้เบื่อจัง” จื่อเทาเอ่ยเย้า ในขณะที่อี้ชิงทำหน้าบูด แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป อี้ชิงเพิ่งสังเกตว่าจื่อเทาเอารถมอเตอร์ไซค์ออกมาด้วย ความจริงพวกรถหรูๆ ในมหาวิทยาลัยมันก็ไม่ได้หายากถึงขั้นจะกลายเป็นจุดเด่นขนาดนั้นหรอก แต่เพราะที่นี่คือมหานครปักกิ่ง ถึงแม้จะเป็นวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยแต่ก็ไม่ได้แปลว่าบรรดานักศึกษาจะไม่ใช่ลูกคนมีกะตังค์นี่นะ

 

ถึงจะมีคนแบบเขาที่ใช้วิธีเดินย่ำต๊อกเอาด้วยก็เถอะ

 

แต่ Harley-Davidson Sporster 1200 Custom สีดำสนิทที่เสียงเครื่องฟังแล้วยังไงก็ต้องเหลียวหลังมองมันก็สวยสมราคาจริงๆ นั่นล่ะ บวกกับเจ้าของรถที่หน้าตาดีไม่พอ ยังรูปร่างสูงใหญ่เป็นกำไรอีก สาวที่ไหนก็คงอยากเป็นสก๊อยซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ที่มีสตางค์ซื้ออย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมีปัญญาจ่ายเงินค่าดูแลรักษาด้วยทั้งนั้นแหล่ะ

 

‘ถ้าฉันเป็นแกนะอี้ ฉันไม่รอให้น้องเขาขับรถมาเกยรอถึงหน้าคณะหรอกย่ะ ฉันจะรีบโดดขึ้นไปคร่อมโดยไม่ต้องเชิญเลยย่ะ’

 

ประโยคสองแง่สองง่ามของสาวสวยผมยาวตาคมที่เป็นชะนีแท้ร้อยเปอร์เซนต์ แต่ปากจัดแถมก๋ากั๋นจนต้องขอดูบัตรประชาชนซ้ำๆ เคยพูดเอาไว้อย่างนั้น

 

“พี่จะกลับไปนอนเหรอ”

 

“ก็ไม่มีอะไรทำแล้วนี่”

 

“ผมเหงาอ่ะ ไปนั่งรถเล่นกันป่ะ” คำเอ่ยชวนแบบเดิมๆ ที่ไม่ใช่แค่เฉพาะวันนี้เท่านั้นถูกเสนอมาให้อี้ชิงที่ทำหน้าครุ่นคิดอย่างไม่ค่อยแน่ใจ แต่ยังไงกลับไปหอก็นอนอยู่ดี แถมไม่รู้ว่าจะนอนหลับอีกหรือเปล่า ออกไปฆ่าเวลาเล่นกับจื่อเทาอย่างน้อยก็มีเพื่อนคุยแก้เซ็งล่ะนะ

 

ด้วยเหตุนั้นจางอี้ชิงก็เลยได้ขึ้นไปซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ราคาหลายแสนที่มีสารถีเป็นหนุ่มรูปงามประจำมหาวิทยาลัย ลมเย็นๆ ที่ตีพัดสวนกับทิศทางของรถทำเอาผมหน้าม้าพากันทิ่มหน้าทิ่มตาจนอี้ชิงรำคาญ ตัดสินใจซุกใบหน้าเข้ากับแผ่นหลังกว้างของจื่อเทา ความแนบชิดทำให้อี้ชิงได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของ Allure Homme Sport ที่เป็นกลิ่นกายของจื่อเทาไปแล้ว

 

ทำไมถึงรู้น่ะเหรอ…เออน่า รู้ละกัน

 

อี้ชิงแอบสูดกลิ่นหอมที่ไม่แน่ใจว่ามันมาจากเสื้อผ้าของจื่อเทาหรือมาจากตัวของจื่อเทากันแน่ แต่ที่แน่ๆ มันหอมและชวนให้สบายใจเอามากๆ อี้ชิงรู้หรอกว่าว่าความเร็วของยานพาหนะมันชะงักและลดระดับลงจนสังเกตได้ แต่อี้ชิงไม่สนหรอก ก็แค่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วก็แนบแก้มซุกกับหลังอุ่นๆ ของจื่อเทามองวิวระหว่างทางต่อไปนั่นล่ะ

 

เสียงเครื่องยนตร์ที่เคยกระหึ่มจนเป็นความคุ้นชินเงียบลงไปพร้อมกับที่จื่อเทาจอดรถ ความเงียบตอนสี่ทุ่มทำให้อี้ชิงรู้สึกวังเวงนิดหน่อยตอนที่ลงจากรถมายืนมองคลองแถวมหาวิทยาลัยท่ามกลางความมืด แต่พอจื่อเทายื่นมือมาช่วยถอดหมวกกันน็อคออกมาให้พร้อมกับรอยยิ้มก็ทำให้อี้ชิงแอบยิ้มตามขึ้นมาได้นิดหน่อย

 

“ผมนึกว่าพี่หลับไปตั้งหลายทีแน่ะ ถามอะไรก็ไม่ตอบ เกือบเลี้ยวกลับหลายรอบแล้วรู้เปล่า”

 

อี้ชิงทำหน้าบูดใส่คนที่แหย่ด้วยถ้อยคำหยอกล้อ แม้จะรู้ว่าจื่อเทาไม่ได้จริงจังอะไร แต่ก็อดหัวเสียไม่ได้อยู่ดี โดยเฉพาะตอนที่จื่อเทาเอ่ยสำทับซ้ำขึ้นมาว่า ‘แต่เพราะไม่ได้ยินพี่กรน ก็เลยคิดว่าพี่แค่เข้าไปอยู่ในโลกจินตนาการของพี่เฉยๆ’

 

แสงจากไฟรถยนต์ที่แล่นผ่านไปมา ถึงจะไม่ได้รบกวนอะไรนัก แต่มันก็ไม่ค่อยสงบสักเท่าไร จนจื่อเทาลากอี้ชิงมาเข้ารกเข้าพงนั่นล่ะถึงจะห่างไกลจากเสียงเครื่องยนต์อยู่บ้าง

 

“นายจะลากฉันมาไกลถึงนี่ทำไมเนี่ย ในมหา’ลัยก็มี” อี้ชิงคิดอย่างที่พูดจริงๆ ก็ในวิทยาลัยของเขาก็มีคลองแบบนี้เหมือนกัน ถึงจะไม่ใหญ่เท่าและเป็นคลองขุดก็เถอะ

 

“พี่นี่ต่อมโรแมนติกด้านเป็นบ้า” จื่อเทาว่าทั้งที่หน้าเปื้อนยิ้ม

 

“จื่อเทา!”

 

เจ้าของชื่อหัวเราะร่าเมื่อทำให้อี้ชิงหน้างอแล้วงออีกได้สำเร็จ ก่อนจะขยับเข้าไปยืนใกล้ๆ กับอี้ชิงที่เท้าแขนกับราวกั้นอยู่

 

ใบหน้าขาวสะอาดสะอ้านที่มองอย่างไรก็ดูอ่อนโยนไปจนถึงขั้นอ่อนหวาน ถึงจะมีมุมคมชัดเจนเพราะเครื่องหน้าที่ได้รูปลงตัว แต่อย่างไรจื่อเทาก็ลงความเห็นว่าจางอี้ชิงหน้าตาน่ารักในสายตาของจื่อเทาเอามากๆ โดยเฉพาะเวลาที่ยิ้มจนแก้มบุ๋มลงไปเป็นลักยิ้ม หรือจะตอนที่หัวเราะเสียจนดวงตาหยักโค้งลงยิบหยี เวลาเห็นทีไรจื่อเทาก็รู้สึกเหมือนตัวเองจะหัวใจวายตายเอาเสียทุกที

 

“มองอะไร”

 

อี้ชิงหันมาดุจื่อเทาที่จ้องหน้าเจ้าตัวเสียจนตาเยิ้มไปหมดแล้ว มันก็ไม่ได้สึกเหรอหรือเสียหายอะไรหรอกนะ แต่เหมือนโดนคุกคามทางสายอย่างไรก็ไม่รู้ จนอดไม่ได้ที่จะใช้ฝ่ามือใบหน้าคมคร้ามนั่นให้หันไปทางอื่นเสีย แต่ดันไปได้แค่ครู่เดียวเท่านั้นแหล่ะ เจ้าเด็กตัวโตก็คว้ามือขาวที่อยู่บนแก้มตัวเองดังหมับ แถมไม่คว้าเปล่า พออี้ชิงตั้งท่าจะสะบัดมือหนี จื่อเทาก็รีบตะครุบเอาไว้แล้วแนบลงบนผิวแก้มสีเข้มแล้วโปรยยิ้มหวานที่ชวนหัวใจสั่นสะท้านขึ้นมา

 

“จะ…”

 

“มองคนน่ารัก…” จื่อเทาเว้นจังหวะให้น้ำเสียงลดลงต่ำพร้อมกับดวงตารีเรียวที่หรุบลงไปด้วย พอจะต่อว่า ดวงตาคู่นั้นก็ช้อนกลับขึ้นมาพร้อมกับประกายเจ้าชู้น่าหมั่นไส้ แต่ก็เผลอทำลมหายใจสะดุดไปครู่หนึ่ง

 

“…ขอผมมองไม่ได้เหรอ”

 

กลายเป็นว่ามือสองข้างของอี้ชิงถูกจับยกขึ้นมาประคองใบหน้าของเด็กหนุ่มร่างสูงที่ตอนนี้มองจ้องลงมายังหนุ่มรุ่นพี่

 

อี้ชิงก็อยากจะชักมือออกหรอกนะ ติดก็แต่ว่าจื่อเทาวางทับหลังมือเอาไว้ด้วยฝ่ามืออุ่นนุ่มของอีกฝ่ายนี่สิ แล้วไอ้สายตาแบบนั้นมันอะไรกันน่ะ ให้ตายเถอะ อี้ชิงเหมือนจะเป็นลมเลย

 

“พี่อย่าทำหน้าเหมือนจะเป็นลมสิ”

 

“อะ…อะไรของนาย”

 

“ก็ดูสิ…”

 

“…”

 

“พี่ทำหน้าอย่างกับว่าจะโดนผมจับกินอย่างนั้นแหล่ะ…ผมยังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย”

 

ไม่ได้ทำอะไรสินะ ไม่ได้ทำอะไรเลย…ก็แค่จ้องกันจนเหมือนจะกลืนกันเข้าไปทั้งตัวก็แค่นั้นแหล่ะ แล้วยังเอาไอ้นิ้วยาวๆ ที่มาเขี่ยอยู่แถวหลังมือพร้อมกับยิ้มกรุ้มกริ่มนั่นอีก ขอตีคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลยสักสองสามป้าบจะเป็นอะไรไหมนี่

 

“ไม่ได้ทำก็ปล่อยสิ”

 

“อือ…ไม่ปล่อยหรอก ผมชอบให้พี่จับแก้มผมแบบนี้”

 

ความรู้สึกอุ่นๆ แถวหลังมือค่อยหายไป แต่จื่อเทาก็ยังคงวางสายตาไว้ที่อี้ชิงไม่ได้ขยับไปพร้อมกับมือที่เลื่อนออกมาจากหลังมือของอี้ชิง คนตัวขาวก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่สามารถปล่อยมือที่เกือบๆ จะสั่นจากใบหน้าของจื่อเทาได้เลยเหมือนกัน

 

จื่อเทาหลับตาสองข้างลงปล่อยให้อี้ชิงยืนจับใบหน้าของตัวเองอยู่แบบนั้น ในขณะเดียวกันอี้ชิงก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมไม่ยอมปล่อยมือออกมาเสียที ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่วินาทียังคิดอยู่เลยว่าอยากจะปล่อยมือจากจื่อเทา แต่ตอนนี้มีโอกาสจะทำแล้วก็ไม่ได้ทำอย่างที่คิด

 

“นายจับตรงไหนของนาย”

 

จื่อเทาหัวเราะเมื่ออี้ชิงดุขึ้นมา ทั้งที่เจ้าตัวกะจะเนียนๆ กอดอี้ชิงที่เหมือนจะเคลิ้มไปแล้วเสียหน่อย จื่อเทาก็เลยได้แต่หยุดมือเอาไว้เหนือเอวของอี้ชิงเท่านั้น

 

“ก็ยืนแบบนี้มันเมื่อยนี่ครับ อยากจะหาที่พิงหน่อย …โอ๊ย!”

 

เด็กหนุ่มร้องโอดโอยเมื่อนิ้วเรียวยาวของอี้ชิงจัดการหยิกที่แก้มของจื่อเทาอย่างแรงและไร้ความปราณี ดวงตาคมดุมีน้ำตาคลอข้างหนึ่งเป็นการยืนยันว่าเมื่อครู่อี้ชิงลงมือได้รุนแรงขนาดไหน แต่จื่อเทาก็ไม่ปล่อยให้ตัวเองเจ็บตัวนานรีบยึดมือของอี้ชิงเอาไว้แล้วฉวยโอกาสยื่นหน้าเข้าไปจูบอี้ชิงตอนที่เจ้าตัวกำลังเผลอ ก่อนจะรีบคว้าตัวอี้ชิงมากอดแน่นๆ แทน ทำให้รอดพ้นจากการโดนอี้ชิงชกหน้า แต่ก็โดนทุบจนหลังแทบหักไปหลายตุ้บเหมือนกัน

 

“หวงจื่อเทา! ไอ้เด็กฉวยโอกาส!”

 

“โธ่ ค่ารักษาพยาบาลต่างหากครับ พี่หยิกผมนี่ จริงๆ หยิกสองข้างผมน่าจะจูบพี่สองทีถึงจะถูกนะรู้ไหม โอ๊ย! โอ๊ยๆ ชิง…ผมเจ็บ!”

 

ถึงอี้ชิงเปลี่ยนเป้าหมายมันเป็นหยิกเอวแทนที่จะเป็นการทุบจนจื่อเทาร้องโอดโอยดังลั่น แถมยังดิ้นไปดิ้นมาจนแทบจะล้มกลิ้งลงไปทั้งคู่ แต่จื่อเทาก็ไม่ยอมปล่อยให้อี้ชิงหลุดออกไปจากอ้อมแขนสักที ก็ไม่รู้ว่าอยากกอดเอาไว้ไม่ยอมปล่อยหรือกลัวจะเจ็บตัวหนักกว่าที่เป็นอยู่กันแน่

 

จนในที่สุดก็ยอมแพ้ไปทั้งคู่ ต่างคนต่างยืนเฉยๆ ปล่อยให้ลมหายใจสงบลง ในขณะที่จื่อเทากำลังกอดรวบอี้ชิงเอาไว้ทั้งตัว อี้ชิงก็พิงศีรษะลงไปบนอกของจื่อเทา แอบได้ยินอยู่หน่อยๆ ว่าหัวใจของจื่อเทาเต้นแรงเอามากๆ แต่ก็ไม่ได้คิดหรอกนะว่ากอดกันแค่นี้จื่อเทาจะใจเต้นแรง แค่เพราะว่าเมื่อกี้นี้เล่นกันหนักไปหน่อยก็เท่านั้นล่ะน่า

 

“อี้ชิง”

 

“พี่อี้ชิง” อี้ชิงแย้ง

 

“อี้ชิง”

 

“……………….ดื้อ”

 

“สุขสันต์วันเกิดครับ”

 

“…”

 

“ขอโทษที่ไม่ได้มาอยู่ด้วยทั้งวัน ความจริงอยากจะกลับมาอยู่กับพี่ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่มันไม่มีตั๋วจริงๆ อาจจะฟังดูเหมือนแก้ตัวนะ แต่ผมขอโทษจริงๆ”

 

จื่อเทาทำเสียงอ่อยเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบ คิดว่าอีกฝ่ายโกรธเสียด้วยซ้ำไปตอนที่เจอหน้ากัน จนตอนนี้ก็แอบคิดว่าอี้ชิงอาจจะงอนอยู่หน่อยๆ แต่พอจะผละออกมา อี้ชิงก็รีบกอดจื่อเทาเอาไว้แน่นพลางพูดจาอู้อี้อยู่กับเสื้อยืดของจื่อเทาจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์

 

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่…กลับมาก็ดีแล้ว”

 

“จะไม่ปล่อยให้อี้ชิงอยู่คนเดียวแล้ว สัญญา”

 

“อือ”

 

“สุขสันต์วันเกิดนะครับ อี้ชิง”

 

*

 

FIN

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s