[SF] Midnight Memories (C.A.P x L.Joe)

Standard

Title: Midnight Memories
Author: Nina*
Paring: Minsoo x Byunghun
Rating: PG
Author’s note: สุขสันต์วันเกิดเธอที่รัก 🙂

 

*

 

ไปเดินเล่นกันไหม?

 

คำเชิญชวนให้ออกไปเดินเล่นท่ามกลางอากาศที่เหลือเลขตัวเดียวตอนสี่ทุ่มไม่ใช่อะไรที่น่าตอบรับเลยสักนิด แต่เพราะเห็นแก่คนชวนหรอก ถึงได้ยอมออกจากบ้านมาทั้งที่ตอนนี้มีเสื้อกันหนาวอยู่แค่ตัวเดียว เพราะว่าดันโง่เอาเสื้อกันหนาวทุกตัวไปซักพร้อมกัน ก็ใครจะไปคิดว่าอยู่ดีๆ จะต้องออกจากบ้านฉุกละหุกแบบนี้กันบ้างเล่า

 

ก็นะ…คนชวนเขาไม่ค่อยทำอะไรแบบนี้บ่อยๆ นี่ ไอ้แบบ ไปเดินเล่นกันไหม น่ะ

 

แถมตั้งแต่รู้จักกันมาพวกเขาสองคนก็ต้องใช้เวลาในชั่วโมงสุดท้ายของวันที่ 3 เดือนพฤศจิกายนจนเข้าวันใหม่อยู่ด้วยกันตลอดในทุกๆ ปีอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าปีแรกมันจะเป็นอุบัติเหตุที่ไม่ได้ตั้งใจก็เถอะ แต่บยองฮอนก็อยากจะทำให้มันเหมือนเดิมทุกๆ ปีว่าเราจะต้องมาอยู่ด้วยกันในช่วงเวลาเดิม

 

สี่ทุ่มนิดหน่อยอีบยองฮอนก็ออกมารอคนที่อารมณ์ดีอยากจะเดินเล่นตอนดึกๆ ดื่นๆ อยู่หน้าหอพักนักศึกษา ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานนักหรอกก่อนที่อีกฝ่ายจะปรากฏตัว และบยองฮอนดีใจเป็นพิเศษที่วันนี้เจ้าตัวไม่ได้นั่งอยู่บน ดูคาติ มอนสเตอร์ ลูกรักของเจ้าตัวที่ปกติเจ้าตัวจะไปไหนมาไหนก็ใช้เจ้าม้าเหล็กตัวนั้นประจำ ซึ่งในเวลานี้ที่แค่ยืนเฉยๆ อยู่ใต้ตึกก็โดนลมโกรกจนสั่นไปทั้งตัวนั้น บยองฮอนดีใจมากจริงๆ ที่มินซูอยากจะเดินเล่นจริงๆ ไม่ใช่ขี่รถเล่น

 

“ทำไมใส่เสื้อบางขนาดนี้”

 

แน่นอนว่าพ่อไม่พอใจแน่นอนที่เห็นเขาในสภาพนี้ ถึงน้ำเสียงจะไม่ได้ดุอะไรนักหนา แต่ตาขีดเดียวที่ไม่ได้โตไปกว่าเขาสักเท่าไรเนี่ย บอกเลยว่าทิ่มแทงมากจนสำนึกในความโง่ของตัวเองขึ้นมาอย่างหนัก

 

“มีตัวเดียว”

 

บยองฮอนอ้อมแอ้มตอบไปตามจริง โดยไม่ได้ขยายความเพิ่มถึงความเซ่อของตัวเองแต่อย่างใด แต่เหมือนว่าอีกฝ่ายก็พอจะเดาได้ ก็เลยถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะทำตัวเป็นสุภาพบุรุษด้วยการถอดเสื้อกันหนาวของตัวเองออกมาให้เขาใส่แทน โดยที่เจ้าตัวเหลือแค่ผ้าพันคอผืนหนึ่งกับเสื้อสเวตเตอร์แขนยาวด้านในอีกตัว ที่เดาได้เลยว่าชั้นในสุดน่ะเป็นแค่เสื้อกล้ามย้วยๆ ที่เจ้าตัวชอบใส่นอน

 

ก็รู้อยู่หรอกนะว่าพ่อทูนหัวของเขาน่ะไม่ใช่พวกขี้หนาว แถมยังเป็นพวกทายาดต่อทุกสภาพอากาศจนเหลือเชื่อ จะร้อน ฝน หนาว ก็ไม่เคยบ่นสักคำ (ตราบเท่าที่ไม่ง่วง ก็จะไม่เคยหงุดหงิดอะไรเลย) แต่ไอ้การใส่เสื้อบางๆ สองชั้นที่มันควรจะรวมตัวเป็นผ้าชิ้นเดียวมากกว่าเนี่ย ถ้าพ่อคุณแกไม่ได้เป็นซูเปอร์แมนปลอมตัวมา ก็ต่อกินยาผิดสำแดงมาแน่ๆ เพราะปกติเจ้าตัวมันไม่เคยจะเจนเทิลแมนขนาดนี้อ่ะ

 

แน่นอนว่ามินซูไม่รอให้บยองฮอนตอบรับ และแน่นอนยิ่งกว่าที่บยองฮอนไม่ปฏิเสธ เพราะตอนนี้หนาวจนแทบจะแข็งตายอยู่แล้ว แต่ก็ทำใจแข็งยอมเดินไปพร้อมๆ กับบังมินซูที่คว้าแขนของเขาไปควง มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรทางด้านกายภาพมากนักหรอก แต่มันอุ่นใจอ่ะ

 

อากาศประมาณเจ็ดองศา ฟ้าครึ้ม และมีลมนิดหน่อยก็ทำให้บยองฮอนตัวสั่นๆ แบบว่าฟันกระทบกัน ยอมรับว่าหนาวไม่ใช่เล่น ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่ในสวนสาธารณะแทบจะไม่มีคน ถึงมันจะดีตรงที่ไม่มีคน พวกเขาก็ทำตัวตามสบายได้เต็มที่ แต่มันก็ยิ่งทำให้รู้สึกหนาๆ ปนวังเวงเข้าไปอีก โชคดีที่ตอนเดินผ่านซุ้มขายของ มินซูได้ถุงร้อนมาสี่ห้าอัน ก็จัดการยัดเข้าไปตามซอกต่างๆ ด้านในเสื้อหนาว เพิ่มความอบอุ่นให้กับคนที่กำลังจะกลายเป็นลูกเจี๊ยบแช่แข็ง

 

มินซูพาบยองฮอนมาหยุดอยู่ที่ม้านั่งตรงสระน้ำเล็กๆ ที่มีเป็ดลอยตัวไปมาอยู่เป็นฝูงเพื่อที่จะให้ความอบอุ่นกันเองในหน้าหนาวนี้ (มินซูยืนยันว่ามันเป็นเป็ด แม้ว่าบยองฮอนจะไม่ค่อยแน่ใจระหว่างเป็ดกับห่าน) บรรยากาศเงียบสงบจนอดคิดไม่ได้ว่าถ้ามันเป็นช่วงบ่ายแก่ๆ ที่ฟ้ามัวๆ หน่อยแบบฤดูใบไม้ร่วง ถ้าจะต้องนั่งเล่นไปกับอากาศเย็นๆ แล้วก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่นั่งมองเป็ดในสระกับคนที่นานๆ จะเดินมาสักที ปล่อยให้เวลาไหลไปเรื่อยๆ มันก็คงไม่เลวนักหรอก ผิดก็ที่ตอนนี้เป็นเดือนพฤศจิกายน และอุณหภูมิต่ำมาก

 

“ตกลงลากผมออกมาดูเป็ดเหรอ” บยองฮอนถามเสียงอู้อี้ใส่คนข้างๆ ที่เอนหลังพิงไปกับแนวรั้วที่กั้นเอาไว้ไม่ให้ตกลงไปในสระน้ำ ไม่ได้มีเจตนาจะกวนตีนอะไรหรอก ก็รู้อยู่แล้วว่าเจ้าตัวชวนออกมาเดินเล่นตอนนี้ทำไม แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะ…กวนน่ะ

 

“เปล่า ว่าจะรอให้เผลอหลับแล้วจับโยนลงบ่อให้เป็นอาหารเป็ด” คนโดนกวนก่อนกระตุกยิ้มมุมปากตอนที่ตอบบยองฮอน แน่ล่ะ ว่าบยองฮอนจะไปกวนประสาทสู้อีกคนได้ยังไง ก็รู้อีกอยู่แล้วนั่นล่ะน่าว่าถ้าพูดจากวนโอ๊ยไป ยังไงก็ต้องโดนกัดกลับมา แค่ว่ามันจะเป็นการขบเล่นๆ แบบเมื่อสักครู่ หรือว่าอีกฝ่ายจะขย้ำจนเนื้อเหวอะเลยก็ตามที

 

แต่ตอนนี้การพูดเป็นอะไรที่เหมาะมากๆ เพื่อให้เขาได้ขยับตัวไปมาบ้าง อย่างน้อยก็ปากล่ะ

 

“พรุ่งนี้ตอนบ่ายไปกินข้าวกันไหม”

 

ประโยคนี้บยองฮอนเป็นคนถาม เพราะอีกฝ่ายได้เข้าสู่โลกส่วนตัวไปเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ได้น้อยใจอะไรหรอกนะ บยองฮอนชินซะแล้ว ก็แค่ชวนคุยน่ะ

 

“ไม่มีเรียนหรือไง”

 

“โดด”

 

“เดี๋ยวจะโดน” มินซูทำเสียงดุ แต่บยองฮอนก็แค่ไหวไหล่

 

“รู้จักกันมาตั้งกี่ปี พี่ก็รู้ว่าถ้าจำเป็นผมก็โดดเรียนแค่ปีละสองหน” มินซูไม่เถียง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะจับหัวไอ้ตัวเล็กโยกไปมาด้วยความหมั่นไส้ ไม่ตอบรับ แต่ก็ถือว่าไม่ใช่การปฏิเสธสำหรับบยองฮอนล่ะนะ

 

“อยากกินอะไรไหม”

 

“เลือกสิ” มินซูโบ้ยเอาดื้อๆ ทำเอาคนถามอยากยกขาถีบอีกคนให้ตกน้ำขึ้นมาบ้าง แต่ก็นั่นล่ะ แค่ยืนเฉยๆ ยังยาก ไม่ต้องพูดถึงเรื่องขยับขาแล้วตอนนี้

 

“ได้ไงเล่า” คนอายุน้อยกว่าทำหน้ามุ่ย ก็รู้อีกนั่นล่ะว่าอีกฝ่ายเป็นมนุษย์ขี้เกียจขนปุย แต่ไอ้จะมาโบ้ยทุกเรื่องให้เขาในวันสำคัญมันไม่ได้หรอกนะ

 

“ได้สิ เราอยากกินอะไรพี่ก็อยากกินอันนั้นแหล่ะ”

 

ปีหนึ่งมีสามร้อยหกสิบห้าวัน คนอย่างบังมินซูก็จะปากหวานอยู่แค่สองวันในหนึ่งปีนี่แหล่ะ เพราะอย่างนั้นมันก็อดไม่ได้ที่จะแอบเขิน ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะได้ยินบ่อยๆ นี่

 

“งั้นจะเลือกกินแพงๆ!”

 

“ถ้าไม่แพงกว่าค่าสินสอดก็จ่ายได้หมด”

 

เหอ…บยองฮอนว่าอากาศมันก็หนาวอยู่นะ ทำไมเขาถึงได้รู้สึกร้อนวูบไปทั้งหน้าแบบนี้ล่ะ เพราะอย่างนั้นถึงอดไม่ได้ที่จะชกไหล่คนที่พูดจาหน้าอายได้หน้าตาเฉยไปแรงๆ แก้ขวย ซึ่งแน่นอนว่าอีกฝ่ายน่ะไม่สะดุ้งสะเทือนอะไรกับเขาหรอก ก็แค่ยิ้มๆ ให้ชวนใจสั่นขึ้นมาอีกนิดเท่านั้นล่ะ

 

ในขณะที่กำลังคิดว่าจะชวนคุยเรื่องอะไรดี จู่ๆ ลมแรงก็พัดมาวูบใหญ่ทำเอาคนขี้หนาวตัวสั่นอย่างแรง มินซูที่ยืนทำหน้าเฉยเมยเหมือนจะไม่ใส่ใจอะไรก็จัดแจงดึงเอาคนตัวเล็กกว่าให้เข้ามายืนชิดกับตัวเองอีกนิด แล้วปลดเอาผ้าพันคอสีเข้มไปพันไว้เหนือบ่าของบยองฮอนแทน ก่อนจะสวมกอดทับจากด้านหลังอีกทีเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายที่ตอนนี้เหมือนจะลุกเป็นไฟเพราะหัวใจสูบฉีดเลือดไปทั่วทั้งตัว

 

จากที่ตอนแรกว่าจะพูดอะไรคลายความเงียบระหว่างเขาทั้งสองคน กลับกลายเป็นว่าบยองฮอนเลยยืนตัวแข็งให้อีกคนเอาทุกส่วนในร่างกายมาแนบชิด แน่นอนว่ารวมถึงคางแหลมๆ ที่เอาเกยอยู่บนบ่าของเขาด้วย

 

หึ้ย….

 

บยองฮอนสูดจมูกขึ้นมาอีกหน แล้วห่อตัวให้เข้าไปอยู่ในเสื้อเนื้อหนาที่ไม่ใช่ของตัวเอง และผ้าพันคอที่ก็ไม่ใช่ของตัวเองเช่นกัน และดูเหมือนว่าตอนนี้ทั้งสองอย่างจะไม่ช่วยอะไรเท่าไร ลมแรง แถมเมฆครึ้มแบบนี้มันยิ่งทำให้อุณหภูมิในสวนสาธารณะยิ่งเย็นเข้าไปอีก

 

“ให้ตายเถอะ ผมหนาวอ่ะ” บยองฮอนหันไปพูดกับมินซูที่ยังคงยืนทอดหุยไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการอากาศรอบตัว แต่พอบยองฮอนพูดขึ้นมาแบบนั้นมินซูก็ดูกระตือรือร้นขึ้นมาทันที

 

“งั้นกลับเถอะ เดี๋ยวเป็นไข้”

 

บยองฮอนอยากบอกเหลือเกินว่ามันน่าจะไม่ทันแล้ว แต่ก็ไม่ได้อิดออดอะไร เพราะไม่อยากจะให้มินซูต้องมาดูแลประคบประหงมจนเวอร์

 

แต่ว่าตอนที่เขาผละตัวออกมานั้นก็ดันคันจมูกเสียจนต้องจามออกมาติดๆ กันเสียชุดใหญ่ ทำเอามินซูที่ยืนรออยู่เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะหัวเราะออกมา บยองฮอนก็เคืองอยู่นิดหน่อยที่อีกคนเห็นว่ามันเป็นเรื่องตลก แต่นอกจากบ่นประท้วงไปแล้ว บยองฮอนก็ไม่ได้ต่อว่าอะไรมินซูนักหนาหรอก แน่นอนว่าเป็นเพราะบยองฮอนเป็นคนง่ายๆ ไม่คิดอะไรอยู่แล้ว ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับยิ้มที่ดูจะอ่อนโยนเป็นพิเศษพอๆ กับมือคู่นั้นที่เอื้อมมากระชับผ้าพันคอที่อยู่บนตัวบยองฮอนให้มันหนาแน่นมากขึ้นสักนิด ไม่เกี่ยวอะไรสักนิด

 

ขากลับใช้เวลาน้อยกว่าขามากว่าครึ่งหนึ่ง ส่วนหนึ่งเพราะทั้งคู่เร่งฝีเท้า แต่อีกส่วนบยองฮอนก็คิดว่าอาจจะเป็นเพราะมืออุ่นๆ ของอีกคนที่กอบกุมกันไว้ตลอดทางก็ได้ มันทำให้ระยะทางที่ตอนแรกคิดว่าไกลมันใกล้เกินไป

 

“พรุ่งนี้จะไปรับที่หน้าคณะ ใส่เสื้อหนาๆ ด้วย ถ้าไม่มีก็บอก จะเอาไปเผื่อ” มินซูว่าอย่างนั้นตอนที่ทั้งคู่เดินมาหยุดอยู่หน้าประตูหอพักของบยองฮอนแล้ว

 

“รู้แล้วน่า…” บยองฮอนบ่นงุบงิบเสียงแผ่ว ก่อนจะส่งคืนทั้งเสื้อและผ้าพันคอให้มินซูที่รับไป

 

“รู้แล้วก็ทำด้วยล่ะ”

 

เป็นคำพูดที่บยองฮอนแอบอยากจะกลอกตาใส่ แต่กลัวว่าจะโดนถีบก็เลยได้แต่พยักหน้าเป็นการรับคำให้พอเป็นพิธี ซึ่งมินซูก็ไม่ได้ว่าอะไรนอกจากทำสายตาคาดโทษเอาไว้เท่านั้น เจ้าตัวหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับหอพักของตัวเองไปได้ครึ่งเดียว ก็หมุนตัวกลับมาใหม่ ก่อนจะเดินเข้ามาสวมกอดคนที่ยังยืนรออยู่ที่เดิม

 

“ขอบคุณที่อยู่เป็นเพื่อนจนเที่ยงคืนอีกปีนะ” มินซูกระซิบข้างหูของคนที่จมหายเข้าไปในอก บยองฮอนกอดตอบทันทีพร้อมกับพยักหน้าหงึกหงัก แล้วตอบรับอืออาไปกับอ้อมกอดที่กระชับแน่นขึ้นอีกครั้งเป็นการขอบคุณ

 

บยองฮอนรู้สึกตาพร่านิดหน่อย ตอนที่ผละออกมาเจอรอยยิ้มละมุนละไมเกินกว่าปกติของอีกคน แล้วก่อนที่จะทันห้ามปากตัวเองไม่ให้ไวพอๆ กับความคิดที่เกิดขึ้นแบบไม่มีสติ บยองฮอนก็ได้ขุดหลุมฝังตัวเองให้คนตรงหน้าชมเป็นรอบแรกของวัน

 

“ค้างไหม”

 

สาบานเลยว่าแทบจะกัดลิ้นตัวเองทันทีที่พูดจบ คนฟังอย่างมินซูก็เลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ก่อนจะยิ้มกว้างขึ้นอีกนิดหน่อย ซึ่งมันลบความรู้สึกละมุนๆ ของรอยยิ้มแรกที่ทำให้เกิดประโยคฆ่าตัวตายนี้ขึ้นมาให้หายไปเสียฉิบ

 

“อย่าเลย พรุ่งนี้เรามีเรียนเช้านี่…เอาไว้ คืนพรุ่งนี้หลังไปกินข้าวด้วยกันเสร็จแล้วดีกว่านะ เก็บห้องรอด้วยล่ะ

 

“รีบกลับไปเลยไป๊!” บยองฮอนแหวใส่ทั้งที่หน้าแดงแปร๊ดจนลามไปถึงใบหู ส่วนคนที่ช่วยโกยดินกลบหน้าบยองฮอนน่ะเหรอ ขนาดเดินไปไกลถึงหัวมุมตึกแล้ว บยองฮอนสาบานต่อหน้าเสาไฟฟ้าหน้าหอพักว่ายังได้ยินเสียงหัวเราะน่าอายของอีกฝ่ายอยู่เลย

 

เกลียด………………………………………อีบยองฮอนเกลียดตัวเองจัง!

 

*

 

FIN

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s