[SF] Love? | Wade x Peter

Standard

Title: Love?
Pairing: Wade Wilson x Peter Parker
Author’s note: You don’t know love – Olly Murs
Remark – AU, Out of Character, No Spiderman, No Deadpool, Just ordinary Wade Wilson and Peter Parker

 

[1]

 

“เหงาอ่ะ”

 

ผมบ่อยขึ้นมาลอยๆ กลางวงเหล้าที่เพื่อนๆ กำลังเฮฮา เพราะเริ่มกรึ่มกันได้ที่ ทำให้เอาเสียงโวยวายของแต่ละคนค่อยๆ หายไปตามลำดับ เริ่มจากแฮร์รี่ที่นั่งอยู่ข้างตัวผมก่อน แล้วก็ขยับออกไปเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนทั้งวงเงียบสนิท

 

“เหงาหมาอะไรของมึง พวกกูที่นั่งอยู่กันเป็นสิบนี่หัวตอรึไง”

 

ก็เป็นแฮร์รี่คนเดิมนั่นแหละที่เริ่มด่าผมเป็นคนแรก ตามด้วยเศษกระดาษที่ปาลงมาใส่หัวกันแบบไม่ยั้ง พร้อมกับเสียงโห่รอบวงที่ทำให้ผมหน้างอ เพราะเพื่อนไม่เข้าใจความรู้สึกของผมเอาเสียเลย

 

“เออสิ พวกมึงนั่นหัวตอทั้งนั้นแหละ” คราวนี้เลยไม่ใช่เศษกระดาษ แต่เป็นเศษอาหารและอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะที่กระหน่ำเขวี้ยงใส่ผมจนต้องลุกหนีแทบไม่ทัน

 

พอหลบออกมาด้านนอกได้ก็ได้แต่เขี่ยขอบแก้วเหล้าด้วยความเซ็งอยู่ตรงริมระเบียงเท่านั้น พอจะมีเสียงแว่วออกมาจากห้องด้านในอยู่บ้างหรอก แต่มันก็ไม่ช่วยให้รู้สึกว่าหายเหงาเลยสักนิด ทั้งที่วันนี้เขาเองที่เป็นคนที่วอแวให้แฮร์รี่ชวนเพื่อนมาตั้งวงเหล้ากันที่บ้านของแฮร์รี่ เนื่องในโอกาสอยากจะแดกและเหงามากของปีเตอร์ ปาร์คเกอร์นั่นเอง

 

“อินดี้อะไรขึ้นมาอีกล่ะ”

 

เสียงของแฮร์รี่ ออสบอร์นคนเดิมที่เดินออกมาพร้อมกับแก้วเหล้าสองใบที่รินน้ำสีอำพันเอาไว้จนเต็มถูกส่งให้ปีเตอร์รับไปแทนแก้วเหล้าใบเดิมที่พร่องจนเหลือแค่ก้นเท่านั้น

 

“ก็เหงาจริงๆ”

 

แฮร์รี่พ่นลมหายใจอย่างแรงจนปีเตอร์ต้องเบือนหน้าหนีเตรียมรับคำด่าที่กำลังจะตามอออกมา

 

“มึงนี่มันดัดจริตจริงๆ เหงาเพราะคิดถึงผัวเก่า แล้วเสือกลากหัวตออย่างพวกกูออกมาให้ได้เหี้ยอะไร หรือคิดจะหาผัวใหม่ในวงเหล้า ห๊ะ? ปีเตอร์”

 

“นั่นปากมึงใช่ไหม”

 

“ปากกูนี่แหละ คิดว่าเป็นปากเวดสุดที่รักของมึงหรือไง”

 

“สัด”

 

“มึงคิดถึงก็กลับไปง้อเขาสิ จะมานั่งทำหน้าเป็นหมาเหงาอยู่กับพวกกู เขาก็ไม่รู้หรอกนะ” แฮร์รี่ว่า

 

เขาก็รู้หรอกว่าที่ทำอยู่ทุกวันนี้มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น จะเดินหน้าต่อไปก็ไม่ได้ แต่จะให้ถอยหลังกลับไป…ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้หรอก แต่มันรู้สึกผิด แล้วก็ละอายใจเกินกว่าที่จะทำแบบนั้น เป็นคนทิ้งเขาเอง จะให้เอาหน้าที่ไหนกลับไปบอกว่า ให้เรากลับมาคบกันได้หรือเปล่า ทำได้เสียที่ไหน

 

หรือถ้าอย่างน้อยๆ อีกฝ่ายดูมีท่าทีอยากจะง้อเขาจริงๆ จังๆ บ้าง…เขาอาจจะทำเนียนๆ กลับไปคืนดีก็ได้ แต่นี่เปล่าเลย ทุกอย่างหลังจากที่วันนั้นเขาเป็นฝ่ายปล่อยมือและบอกให้เวด วิลสันปล่อยเขาไป ก็คือ ให้สร้อยเขาไว้เส้นหนึ่ง เป็นสร้อยที่คล้องเอาไว้กับแหวนที่เจ้าตัวใส่เอาไว้ตลอดและเขาเคยชมว่ามันสวยดี หลังจากนั้นไม่เคยพูดหรือมองหน้าเขาอีกเลย

 

เท่ปะล่ะ…

 

ตอนแรกก็คิดว่าเวดคงเกลียดเขาไปแล้วล่ะ แต่ไปๆ มาๆ ดันรู้สึกแย่กว่าโดนเกลียดเสียอีกตรงที่ อีกฝ่ายโคตรเฮิร์ทเลยต่างหาก เลยขอเวลาทำใจ แต่เป็นการทำใจที่โหดร้ายเป็นบ้า ไม่คุย ไม่มองหน้า เดินผ่านก็ไม่ทักกันสักนิด แม่งโคตรอยากปาสร้อยที่ให้ไว้ใส่หน้าฉิบหาย คิดว่าตัวเองเจ็บเป็นคนเดียวรึไง…

 

แต่โทษอีกฝ่ายได้หรือไง ทำตัวเองทั้งนั้น

 

“สาระแนไปบอกเลิกเขาเอง แล้วก็ดันอยากกลับไปคบกับเขา แต่เสือกปอดแหกที่ดันไปทิ้งเขาก่อน แถมทำเขาเจ็บ ก็เลยเป็นไอ้ขี้ป๊อดอยู่แบบนี้สินะ”

 

“แฮร์รี่ ตกลงมึงเพื่อนกูหรือเพื่อนเขากันแน่วะ”

 

“เพื่อนมึงสิ และดีใจไว้ซะที่กูเป็นเพื่อนมึง ไม่ใช่เพื่อนเวด เพราะถ้ากูเป็นเพื่อนเวดนะ กูต่อยหน้ามึงไปละ”

 

แฮร์รี่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ตอนที่ปีเตอร์อ้าปากค้างใส่ความจริงใจที่หลุดมาจากปากเพื่อนสนิทของตัวเอง นี่เขาควรขอบคุณมันไหม ที่ยังอุตส่าห์ไว้หน้ากันด้วยการไม่ต่อยหน้าเขาเนี่ย

 

“แล้วกูควรจะทำยังไงเล่า…หน้ากูเขายังไม่มองเลย จะให้เอาปัญญาที่ไหนไปง้อ”

 

จะให้หน้าด้านไปขอจีบเขาเพื่อเริ่มต้นใหม่ ก็ไม่ได้เป็นคนไปจีบเขาก่อนไง เขามาจีบก่อน ส่วนปีเตอร์ก็อินดี้ทิ้งเขาเองด้วยเหตุผลงี่เง่าว่า อยากอยู่คนเดียว แล้วก็ได้อยู่คนเดียวสมใจ

 

ทุกวันนี้ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ก็ยังมีความสุขดีตามอัตภาพ ไม่ได้ลำบากยากเย็นแสนเข็ญทรมานใจอะไรนักหนาหรอกนะ ก็มีเหงาๆ ขึ้นมาบ้างบางเวลา หรือบางทีอยู่ๆ ก็คิดถึงเขาขึ้นมาเวลาทำนั่นทำนี่ เหมือนกรรมตามสนองยังไงก็ไม่รู้ แบบว่าขอจบ แต่ดันไม่จบเสียเอง ทรมานเอง โคตรจะงี่เง่าเล้ย

 

[2]

 

“เละ”

 

แฮร์รี่ ออสบอร์นมองดูสารรูปของเพื่อนที่นอนแผ่อยู่กับพื้นห้องด้วยสภาพที่เรียกว่าดูไม่ได้ด้วยความสมเพชปนเวทนาเล็กๆ

 

ก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจอารมณ์คนเสียใจเพราะความรักหรอกนะ แต่เกิดมาก็เพิ่งจะเคยเจอคนที่บอกเลิกเขาเองแล้วดันเฮิร์ทแรงกว่าคนที่โดนบอกเลิกนี่สิ ไม่คิดจริงๆ ว่าจะได้เจอกับตัวเอง แถมเป็นเพื่อนสนิทอีกต่างหาก มันน่าบ้องกะโหลกแรงๆ สักทีจริงๆ ให้ตายเถอะ

 

หลังจากออกไปยืนทำมิวสิควีดีโออยู่ตรงระเบียงได้แป้บนึง ไอ้นี่ก็ทนหนาวไม่ไหว เดินกลับเข้ามาอยู่ในห้อง แล้วก็เริ่มซัดน้ำเมาเป็นว่าเล่น จากตอนแรกที่ก็กินจากแก้วของตัวเองอยู่ดีๆ พอเริ่มเมา ก็เริ่มระรานคนอื่น…

 

ไอ้แย่งแก้วเหล้าคนอื่นเนี่ยไม่เท่าไร แต่ไอ้ที่ทำตัวเป็นไม้เลื้อยใส่คนนั้นคนนี้แล้วก็เริ่มร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรจนวงเหล้าเริ่มกร่อยเนี่ย…กูพูดเลยว่า ‘เรื้อน’

 

“เฮ้ย” แฮร์รี่พยายามสะกิด เขย่า และเตะปีเตอร์ด้วยปลายเท้าหลายทีแล้ว แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าคนที่เมาจนไม่มีสติจะตอบรับขึ้นมาสักนิด ก็ได้แต่ถอนหายใจเซ็งๆ ก่อนจะหยิบเอามือถือของตัวเองออกมาแล้วกดเบอร์โทรศัพท์หาคนที่ปีเตอร์ไม่อยากให้โทรหามากที่สุด

 

มึงจะมาโทษกูไม่ได้หรอกนะ ก็มึงไม่ตื่นเอง

 

“นอนหรือยัง เวด

 

[3]

 

รถยุโรปสีบรอนซ์เงินจอดเทียบลงตรงฟุตบาทหน้าบ้านของแฮร์รี่ที่ยืนโบกมือหยอยๆ หน้าระรื่นให้คนที่เพิ่งเดินลงมาจากรถทั้งชุดที่พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าชุดนอน

 

“โทรไปปลุกหรือเปล่า” แฮร์รี่ถามตามมารยาท ในขณะที่เวดก็ทำเสียงขึ้นจมูกแล้วก็ส่ายหัวตามมารยาทเช่นเดียวกัน เพราะถ้าไม่มีมารยาทล่ะก็ เวด วิลสันก็คงจะตอบไปตรงๆ ว่ากูหลับไปได้ครึ่งคืนแล้ว ถ้าใช้สมองใคร่ครวญดูสักนิดก็จะรู้ว่าไม่มีใครเขาลืมตาเล่นๆ ตอนตีสาม ถ้าไม่ได้มีอะไรต้องทำหรอกนะ

 

“ปีเตอร์ล่ะ” เวดถามหาคนที่เป็นต้นเหตุให้เขาต้องลุกออกจากเตียงขึ้นมาตอนตีสาม

 

“นอนอยู่ตรงโซฟาที่ห้องรับแขก อุ้มมันออกมาไม่ไหว คนอื่นก็เละไม่ต่างกัน เข้าไปเรียกมันละกัน”

 

เชื่อเถอะว่าเวดรู้ว่าเจตนาของแฮร์รี่คืออะไร แต่ก็เอาเถอะ ถ้าเขาเห็นว่ามันไม่ใช่ธุระก็คงไม่ถ่อขับรถออกจากบ้านที่อยู่คนละมุมเมืองกับบ้านหลังนี้มาตอนตีสาม เพื่อมารับเด็กเมาเรื้อน ที่มีสถานะเป็นแค่แฟนเก่าที่เป็นฝ่ายทิ้งเขาไปก่อนหรอกนะ

 

ห้องรับแขกของแฮร์รี่เต็มไปด้วยศพของนักรบผู้กล้าที่ตายคากองขวดเหล้าเกลื่อนไปหมด สภาพแต่ละคนนี่ถ้าถ่ายรูปไว้แบล็คเมล์คงได้หลายตังค์อยู่ จะมีก็แต่เด็กที่เขาต้องมารับนี่ล่ะ ที่สภาพดูดีกว่าคนอื่นเขาหน่อย เพราะว่านอนเรียบร้อยอยู่บนโซฟาเหนือศพอื่นๆ

 

เวดก้าวข้ามร่างศพไร้ญาติแต่ละคนเข้าไปถึงตัวปีเตอร์ แล้วค่อยๆ เขย่าปลุก

 

“ปีเตอร์ ตื่น”

 

แฮร์รี่ที่ยืนกอดอกมองอยู่ห่างๆ ก็ได้แต่ยิ้มกับความพยายามที่จะปลุกให้ปีเตอร์มันลุกขึ้นมาเดินไปขึ้นรถเอง แหม…ถ้ามันมีสติทำได้ขนาดนั้น ก็ไม่โทรตามแฟนเก่าเพื่อนให้เดือดร้อนหร๊อก

 

สุดท้ายก็เป็นไปตามที่แฮร์รี่คาดเอาไว้ เวดสอดแขนเข้าไปรองใต้แผ่นหลังและข้อพับของปีเตอร์ ยกตัวขี้เมาขึ้นมา แล้วพยักเพยิดหน้าให้แฮร์รี่เดินนำออกไปก่อน พอไปถึงรถ แฮร์รี่ก็เปิดประตูด้านข้างคนขับรอเอาไว้อยู่แล้ว ทั้งหมดที่เวดต้องทำก็คือยัดเด็กมีปัญหาเข้าไป คาดเข็มขัดให้เรียบร้อย แล้วก็โบกมือลาแฮร์รี่ก็เท่านั้น

 

“โชคดีนะครับเพื่อน ถ้าไม่ได้ผัวคืนก็จะเลิกกันเด็ดขาดให้จบๆ ไปนะ”

 

สาบานต่อหน้าตึกสตาร์คอินดัสทรี้ว่านี่คือการอวยพรครับ

 

[4]

 

เวดก็ไม่ค่อยแน่ใจนักหรอกว่าทำไมตัวเองยังต้องมาทำอะไรแบบนี้ ทั้งที่ตอนนี้เราก็ไม่ได้เป็นอะไรกันแล้วสักหน่อย คือ ยังไงดีล่ะ ก่อนเราจะคบกัน เราก็รู้จักกันในฐานะวิทยากรบรรยายพิเศษกับนักศึกษา เราเจอหน้ากันทุกวันศุกร์เป็นเวลาหนึ่งเทอม หลังจากคบกันก็เจอประปรายนอกมหาวิทยาลัย จนตอนนี้เลิกกันแล้ว เรียนก็ไม่ได้เรียนด้วยกันแล้ว มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมาดูแลห่วงใยกันอีก

 

แถมฝ่ายที่โดนทิ้งน่ะ เวด วิลสันนะที่โดนทิ้ง แล้วไหงคนที่เมาถึงไม่ใช่เขา แต่เป็นคนที่บอกเลิกเขาล่ะวะ

 

เจ้าของรถสัญชาติอิตาเลียนดับเครื่องยนต์หลังจากเลี้ยวรถเข้ามาในรั้วบ้าน หันไปมองคนที่ยังนอนหลับปุ๋ยอยู่ก็ได้แต่ถอนหายใจ ก็ใช่ว่าจะไม่รู้หรอกนะว่าปีเตอร์เป็นพวกเมาแล้วโวยวาย แต่ถ้าได้หลับแล้วล่ะก็จะเหมือนโดนเตะปลั๊กหลุด แบบว่าน็อคไปเลย

 

เขาจึงไม่พยายามปลุกปีเตอร์เป็นครั้งที่สอง แต่จัดการอุ้มปีเตอร์ขึ้นห้องนอนแทน คืนนี้จะเสียสละนอนโซฟาให้ก็ได้ เห็นแก่คนเมาไม่รู้เรื่องแล้วกัน

 

เวดวางปีเตอร์ลงบนเตียง ก็ไม่ได้ถนอมอะไรนักหนาหรอกนะ แค่ไม่อยากให้คนเมาตื่นแล้วต้องมานั่งเถียงกับคนไม่มีสติก็เท่านั้น ถือวิสาสะจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าและเช็ดตัวให้เล็กน้อย ใจจริงก็อยากช่วยกำจัดกลิ่นละมุดออกไปให้ด้วยหรอกนะ แต่…ช่างเถอะ แค่นี้ก็เยอะแล้ว ตื่นมาเจอหน้ากันจะพูดอะไรยังไม่รู้เลย

 

“เวด…”

 

นั่นปะไร…นี่ยังกับนั่งดูหนังชีวิตตัวเองอย่างไรอย่างนั้นเลย จำเป็นไหมที่จะต้องมีดราม่าซีนเข้ามาแทรกตอนที่คนกำลังจะไปนอนน่ะ หืม?

 

เวดหันหามองคนที่กะพริบตาปริบๆ ใส่เขา สภาพดูมึนๆ งงๆ นิดหน่อยว่าตัวเองโผล่มาที่นี่ได้ยังไง พอเห็นหน้าเขาก็ดูจะตกใจอยู่หน่อยๆ จากที่เห็นว่าเบิกตาขึ้นนิดหนึ่ง กะว่าอีกสักพักน่าจะเริ่มโวยวาย แล้วสักพักก็จะติดอ่าง แล้วก็จะขอตัวกลับบ้านทั้งที่เมื่อครู่ปลุกให้ตายยังไม่ขยับสักนิด

 

แต่ไม่ว่ะ…

 

“เฮ้ย! ร้องไห้ทำไม!”

 

บอกเลยว่าอึ้ง! ไม้นี้ไม่เคยเจอมาก่อน ตลอดสามปีที่คบกันมาปีเตอร์ ปาร์คเกอร์แม่งไม่เคยร้องไห้แบบร้องไห้จริงๆ ไม่ใช่ร้องเพราะ…เอ่อ นั่นแหละ เออ ไม่เคยร้องไห้ให้เวดเห็นมาก่อน จะโกรธ จะโมโห จะเสียใจ อะไรยังไงแค่ไหน อย่างมากก็แค่ทำตาแดงๆ แล้วก็กลั้นสะอื้นเสียงขึ้นจมูกดังฟุดฟิด แต่นี่ร้องไห้แบบ ร้องไห้น้ำตาทะลัก แบบเจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าร้องไห้ทำไม จนเวดตะโกนขึ้นมานั่นแหละ เจ้าตัวถึงได้เอามือแตะๆ ที่แก้มแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองร้องไห้อยู่เหรอ

 

“มะ…ไม่ได้ร้อง”

 

ยังจะปากแข็ง…

 

เวดถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเดินไปหยิบเอากล่องกระดาษทิชชู่ตรงหัวเตียงยื่นให้ปีเตอร์ที่ปาดน้ำหูน้ำตาให้มั่วไปหมดด้วยความอ่อนใจ

 

“ก็เห็นอยู่ว่าร้อง”

 

ปีเตอร์ทำหน้างอหน่อยๆ แต่ก็รับทิชชู่มาซับน้ำที่เปรอะตามใบหน้าออกไปแต่โดยดี แถมด้วยขี้มูกอีกนิดหน่อย เป็นภาพไม่น่าดูเท่าไร แต่เวดก็มองใบหน้าอ่อนเยาว์นั่นด้วยความเอ็นดูอยู่ดี

 

“ร้องทำไม”

 

เวดถามอีกที คราวนี้ไม่ได้ตะโกนเพราะอารามตกใจ แต่อ่อนโยนมากขึ้น พอๆ กับที่ใช้สายตามองไปที่คนอายุน้อยกว่านั่นแหละ ปีเตอร์สูดน้ำมูกและก้อนสะอื้นกลับลงไปในคอ แล้วมองหน้าคนที่เมินกันมาตลอดตั้งแต่ที่เลิกกัน แต่จู่ๆ วันนี้ก็มาทำเป็นห่วงเป็นใย ใช้น้ำเสียงอ่อนหวานใส่ ไม่เห็นจะยุติธรรมกับเขาตรงไหนเลย

 

“เปล่า” ปีเตอร์งึมงำตอบ

 

จะให้เขาพูดอะไรได้ล่ะ จะให้พูดว่าเห็นหน้าแล้วอยากร้องไห้ เพราะอยากถามว่าทำไมจะต้องเมินกันด้วย ก็เลิกกันดีไม่ใช่เหรอ วันนั้นก็ดูเข้าใจทุกอย่าง แล้วทำไมไม่มองหน้า ไม่ยิ้มให้ ไม่สบตา ไม่เหมือนเดิม จะให้ปีเตอร์บอกแบบนั้นหรือไงล่ะ ก็รู้อยู่แก่ใจแท้ๆ ว่า ทำไม

 

“แล้ววันนี้ไปเมาเละได้ยังไง ปกติไม่ดื่มเยอะไม่ใช่เหรอ เราน่ะ”

 

อกหักดีเลย์ไงล่ะ

 

ปีเตอร์อยากตอบแบบนี้ แต่ที่ทำได้ก็สูดจมูกแรงๆ อีกหนึ่งทีแล้วปิดปากเงียบสนิท เวดมองแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ

 

“เอาเถอะ ไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร แต่ตื่นแล้วก็ไปอาบน้ำสักหน่อย เดี๋ยวพรุ่งนี้สายๆ ไปส่งบ้าน”

 

เวดลุกขึ้นจากข้างเตียงที่นั่งคุยอยู่กับปีเตอร์อยู่เมื่อครู่ แต่คนโดนกล่าวหาว่าไม่อยากพูดด้วยก็รีบคว้าชายเสื้อเจ้าของบ้านไว้ทันควัน เวดเลิกคิ้วใส่ปีเตอร์ที่ทำหน้าทำตาเหมือนจะปล่อยโฮอีกรอบ

 

“ไม่ได้ไม่อยากพูดด้วยนะ เวดต่างหากไม่ยอมพูดกับฉัน”

 

เวดกอดอกมองคนที่กล่าวหาเขากลับ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธหรอกนะว่าเขาไม่พูดกับปีเตอร์จริงๆ ตั้งแต่เลิกกันมา ใช้คำว่าจงใจเมินเลยนั่นแหละ เหมาะที่สุดแล้ว แต่ก็ช่วยไม่ได้ ยิ่งมองหน้าก็ยิ่งคิดถึง สู้ไม่มองไปเลยมันก็ต้องดีกว่าเป็นไหนๆ ตัดใจได้ง่ายกว่ากันเยอะ

 

“เวดเมินฉัน ไม่พูดกับฉัน ไม่สบตา ไม่ยิ้ม ไม่ทัก ไม่…ไม่………..ไม่รักกันแล้ว”

 

แล้วเขื่อนก็แตกอีกรอบ คราวนี้มาเต็มทั้งภาพและเสียง จากตอนแรกที่น้ำตาไหลเฉยๆ ตอนนี้เสียงร้องไห้อะไรมาเต็ม สภาพนี่พูดเลยว่าดูไม่ได้อย่างแรง มีใครบอกปีเตอร์หรือยังว่าหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูแบบเด็กผู้ชายคนหนึ่งพึงจะน่ารักได้ แต่ไม่ได้แปลว่าตอนเป่าปี่เป็นผีเสื้อสมุทรถูกพระอภัยมณีสะบั้นรักแล้วจะน่าดูนะ

 

“นี่เมามากใช่ไหมเนี่ย” เวดว่าขำๆ แต่กลับโดนโวยกลับทันที

 

“ไม่ได้เมา! ฮือ….” เถียงเสร็จก็ร้องไห้อีก แบบนี้ไม่เรียกเมาแล้วจะให้เรียกว่าอะไรได้ล่ะวะ เวดถอนหายใจปลงๆ จะไปเอาอะไรกับคนเมาพูดไม่รู้เรื่อง แถมสถานะของเราก็หมิ่นเหม่ไม่ชวนให้ทะเลาะด้วยสักเท่าไร ก็เลยนั่งปิดปากเงียบปล่อยให้ปีเตอร์ร้องไห้ต่อเสียให้พอใจ แล้วก็ไม่ลืมที่จะดึงกระดาษทิชชู่ให้อีกฝ่ายเป็นระยะๆ ด้วย

 

พอร้องไห้จนพอใจแล้วก็เหมือนจะได้สติขึ้นมาหน่อย เจ้าตัวหันตาแดงๆ กับจมูกเล็กๆ ที่สูดฟุดฟิดหลังจากปล่อยโฮอย่างหนักมาทั้งเขา แล้วก็ยิ้มแหยเป็นเชิงขอโทษที่ทำพฤติกรรมน่าระอาใจให้เป็นภาระกับเขาอีกแล้ว

 

“พอใจแล้วก็นอนซะ เดี๋ยวไปส่งพรุ่งนี้ จะเช้าแล้ว”

 

เวดหมายความตามนั้นจริงๆ เพราะกว่าปีเตอร์จะสงบลงได้ก็เกือบตีห้า ฟ้าใกล้จะสว่างอยู่เต็มทน เขาเองก็ง่วง โชคดีที่พรุ่งนี้ไม่ต้องทำงานเพราะเป็นวันหยุด ไม่อย่างนั้นเวด วิลสันก็ไม่มีทางออกจากบ้านไปตั้งแต่แรกแน่ๆ

 

“ขอโทษนะ”

 

“ช่างเหอะ ใช่ครั้งแรกซะเมื่อไร”

 

ยิ่งพูดแบบนั้นปีเตอร์ก็ยิ่งรู้สึกและรู้สึกผิดหนักกว่าเก่า จริงอยู่ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เมาเละจนเดือดร้อนให้เวดต้องมาคอยดูแล ถึงปกติจะไม่ดื่มอย่างที่เวดพูดนั่นแหละ เพราะอย่างนั้น พอดื่มทีไรก็เละเป็นโจ๊กทุกที แต่ตอนนี้ไม่ได้เป็นอะไรกันแล้วสักหน่อย ยังจะมีเหตุผลอะไรให้อีกฝ่ายต้องมาคอยดูแลคนเมาหมดสภาพแบบเขาอย่างนี้อีกล่ะ ถ้าจะโทษใครสักคนก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเอง ก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากไอ้เพื่อนตัวแสบแฮร์รี่ ออสบอร์น ที่โทรตามแฟนเก่าอย่างเวด วิลสันมารับรู้สภาพของเขาแบบนี้โดยใช่เหตุนี่แหละ

 

เจอหน้าพรุ่งนี้พ่อคิดบัญชีแน่

 

เวดมองหน้าอดีตคนรักแล้วก็อยากจะขำขึ้นมา เพราะสีหน้าเดี๋ยวหงอย เดี๋ยวโกรธของปีเตอร์มันดูทั้งสับสนและตลกดี ก็ไม่รู้ว่าในหัวกลมๆ นั่นคิดอะไรอยู่หรอกนะ แต่มันก็…น่าเอ็นดูดี

 

บางที…เรื่องของเรามันอาจจะดีกว่านี้ก็ได้

 

“เวดนอนสิ เดี๋ยวฉันไปอาบน้ำแล้วไปนอนโซฟาเอง” ปีเตอร์พูดขึ้นมา เวดมองหน้านิดหนึ่งแล้วก็ผลักหัวกลมๆ ให้หงายหลังตึงลงไปนอนแผ่บนเตียง เจ้าตัวรีบกระเด้งขึ้นมาจนปวดหัวจี๊ด แต่ก็ยังมิวายโวยวายใส่เสียงดัง

 

“ผลักทำไมเนี่ย!”

 

“นอนไปเหอะ เด็กขี้เมา นี่จะเช้าแล้ว อาบเสร็จก็โน่นล่ะ เช้าพอดี ไม่ต้องนอน รีบๆ นอนซะ”

 

“ได้ไงเล่า เวดเป็นเจ้าของบ้าน เวดก็ต้องได้นอนเตียงสิ” ไม่ว่าเปล่า ยังทำท่าว่าจะตะกายลงจากเตียงอีกต่างหาก นอกจากสร้างความเดือดร้อนแล้วยังต้องดื้อด้านอีกใช่ไหมวะเนี่ย

 

“อย่าดื้อ ปีเตอร์ นอนซะ ไม่อย่างนั้นก็นอนด้วยกันนี่ล่ะ”

 

เวดยื่นคำขาดที่ทำให้ปีเตอร์อ้าปากค้าง แล้วรีบปิดปากฉับ หยุดทุกการเคลื่อนไหวใดๆ ก็ตามที่จะลงมาจากเตียง เห็นเด็กมันว่าง่ายแล้วเวดก็แฮปปี้ ยกผ้าห่มขึ้นคลุมไปจนถึงจมูกรั้น เหลือไว้แต่ตาแป๋วๆ พร้อมกับปิดสวิทช์ไฟจนห้องมืดสนิท แล้วกล่าวราตรีสวัสดิ์ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง

 

“นอนซะ ไอ้เด็กดื้อ”

 

[5]

ปีเตอร์ก็รู้ตัวหรอกนะ ว่าตัวเองไม่ใช่ประเภทแฟนที่ดี และไม่ใช่แฟนเก่าที่ดีด้วย

 

แต่ปีเตอร์ก็ไม่เคยจะไปวอแวหรือทำตัวน่ารำคาญใส่แฟนเก่าหลังจากเลิกกันไปแล้ว โดยเฉพาะกับแฟนเก่าคนล่าสุด ที่บอกตรงๆ ว่าก็อยากจะไปวอแวหรอกนะ แต่ไม่รู้จะเอาหน้าด้านๆ ที่ไหนไปสู้ก็เลยได้มองเขาอยู่กับคนอื่นตาปริบๆ

 

ใช่ ปีเตอร์ก็คิดว่าตัวเองไม่ใช่นางร้ายในละครน้ำเน่า แต่ตอนนี้ปีเตอร์ก็คิดนะว่าถ้าร้ายบ้างสักครั้งแล้วไม่ต้องทนเห็นภาพตำตาแล้วได้เขาคืนมามันจะได้สักแค่ไหนกัน

 

“แหม…มองเขางี้ มึงไม่ลุกไปตบเจ๊อลิเชียแล้วบอกว่าเวดน่ะผัวเก่ากูไปเลยล่ะวะ”

 

เสียงสวรรค์ที่ดังขึ้นมาข้างหูทำให้ปีเตอร์ยกหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะฟาดใส่เพื่อนบังเกิดเกล้านามแฮร์รี่ ออสบอร์นเสียผัวะใหญ่

 

“มึงเห็นเพื่อนมึงเป็นคนยังไงวะ” ปีเตอร์แหวใส่

 

“เป็นไอ้ขี้ป๊อดที่อยากได้เขาคืนใจจะขาด แต่ไม่กล้าทำอะไรไง” แฮร์รี่ลอยหน้าลอยตาตอบ เพราะเชื่อว่าตัวเองไม่ได้พูดอะไรผิด แม้ว่าความน่าหมั่นไส้จะเต็มพิกัดเลยก็ตาม

 

“มึงย้ำกูอยู่นั่นแหละ! ไหนกูถามหน่อยดิ๊ ถ้าเกิดมึงเสือกเป็นคนบอกเลิกเขาแล้วมึงยังจะกล้าไปขอเขาคืนดีเหรอวะ”

 

ปีเตอร์เองก็ชักโมโห รู้แล้วว่าผิด รู้แล้วว่าป๊อด แต่เขาก็พูดไปรู้กี่หนต่อกี่หน แฮร์รี่มันก็ยังจะตอกย้ำซ้ำซากเรื่องเดิมๆ อยู่ได้ คนตัวเล็กท่าทางหัวเสียไม่ใช่น้อย แต่เป็นแฮร์รี่ที่นิ่งแล้วทำสีหน้าจริงจังขึ้นมาพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

 

“ก็แล้วทำไมคนที่โดนบอกเลิกจะต้องมาเป็นฝ่ายง้อด้วยวะ”

 

ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ทำหน้าเงิบใส่เพื่อนสนิทที่ยังคงทำหน้าตาจริงจังอยู่ ปีเตอร์ไม่ค่อยเจอโหมดจริงจังหรือเป็นงานเป็นการของเพื่อนปากร้ายคนนี้สักเท่าไร ยกเว้นจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ก็บอกตรงๆ ว่าไม่ค่อยชินน่ะ ก็เลยทำให้พาลสงสัยต่อไปอีกว่าชีวิตรักของเขานี่มันรวมอยู่ในโหมดคอขาดบาดตายของแฮร์รี่ ออสบอร์นด้วยเหรอวะ เขาควรจะดีใจไหมที่มีเพื่อนเป็นห่วงเป็นใยขนาดนี้น่ะ

 

“อยากคืนดีกับเขาก็แค่เดินเข้าไปบอกเขาปะวะ จะห่วงอะไรนักหนากับไอ้เรื่องหน้าด้าน หน้าบางเนี่ย แล้วก็ไม่ต้องรีบสาระแนด่ากูในใจล่ะว่าแค่พูดน่ะมันง่าย ก็แล้วทำไมมึงจะต้องทำทุกอย่างให้เป็นเรื่องยากวะ ความสุขของมึงเอง ถ้ามึงไม่พยายามขวนขวาย แล้วเมื่อไรมึงจะมีความสุขกับเขาวะ คิดว่าตัวเองเป็นซินเดอเรลล่าเหรอ ไม่ดิ ขนาดซินเดอเรลล่ายังตะเกียกตะกายพาตัวเองไปงานเต้นรำเลย มึงนี่มันทำตัวเป็นอีสโนว์ไวท์จริงๆ ไปเลยไป เข้าป่าไปหาคนแคระที่ตัวเตี้ยกว่ามึงแล้วแดกแอปเปิ้ลให้ติดคอตายซะ จะได้มีเจ้าชายมารับมึงไปปราสาทสักที กูล่ะเบื่อ”

 

ปีเตอร์อึ้งกับการรัวด่าเป็นปืนกลของแฮร์รี่ ออสบอร์น แล้วยังไม่ทันจะได้พูดหรือเถียงอะไรกลับไป ก๊อกที่สองก็ตามมาทันที

 

“เอาจริงๆ กูก็แค่รำคาญว่ะ เห็นมึงเดี๋ยวดี เดี๋ยวร้ายมันน่าหงุดหงิด”

 

เจ็บมาก เพื่อนไม่ได้เป็นห่วงอะไร เพื่อนแค่รำคาญ

 

“เลิกหน้าบางละไปง้อเขาได้ละ กูรำคาญ เมื่อคืนอุตส่าห์จัดส่งให้ถึงบ้านแล้วแทนที่จะรวบหัวรวบหาง ใช้ร่างกายให้เป็นประโยชน์ ก็ดันอุตส่าห์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมเช้ามาก็ทำหน้าตึงใส่กันได้อีก กูล่ะเชื่อเลย ฟายเอ๊ย”

 

“มึงด่ากูเหรอ”

 

“กูชมมึงมั้งครับ แหม่ นี่มึงโง่หรือมึงไม่รู้ตัวว่ากูเริ่มด่ามึงมาตั้งแต่กูรู้จักมึงครั้งแรก ทุกประโยคด่าที่ออกมาจากปากกูก็ด่ามึงทั้งนั้น”

 

ปีเตอร์ล่ะซึ้งในน้ำใจของเพื่อนเหลือเกิน แต่ก็อย่างที่พูดแหละ…พูดน่ะมันง่าย แต่ให้ทำ ถ้าทำได้ก็ทำไปนานแล้ว ไม่ได้ใจกล้าหน้าด้านแบบแฮร์รี่นี่หว่า แบบไม่มีอะไรจะเสียแล้วก็เอาให้สุดๆ ไปเลยน่ะ

 

“ทำหน้าตาแบบนี้ โรคป๊อดขึ้นสมองอีกแล้วสินะมึงเนี่ย” แฮร์รี่ทำหน้าเหม็นเบื่อด้วยความระอาใจ แล้วก็เงียบไปปล่อยให้ปีเตอร์จมจ่อมอยู่กับความขี้ป๊อดและหน้าบางของตัวเองอย่างไม่ใยดี

 

ใช่ว่าไม่อยากจะกลับมาคบกันอีก แต่ที่ปีเตอร์ไม่กล้าพูดน่ะ เพราะกลัว เขากลัว…ว่ามันจะไม่ใช่ความรักอย่างที่รู้สึก

 

“กูก็แค่กลัว…”

 

“กลัวเขาปฏิเสธ?”

 

“กลัวว่าจริงๆ กูอาจจะแค่คิดถึงเขา เป็นแค่หมาหวงก้าง กลัวจะทำให้เขาต้องเจ็บอีก…” ปีเตอร์พูดออกมา พร้อมกับเอาหน้าซุกลงไปบนฝ่ามือด้วยความสับสน เขาไม่ชอบสถานการณ์แบบนี้ สถานการณ์ที่อึดอัดคับข้องใจ เหมือนยืนอยู่กลางทางแยกที่มีหนทางมากมายให้เลือก แต่ไม่กล้าที่จะก้าวออกไป เพราะมันอาจจะไม่ใช่ทางที่ถูก และอาจจะไม่มีทางให้ย้อนกลับมาได้

 

ปีเตอร์กลัวว่าจะทำให้เวด วิลสันเจ็บช้ำซ้ำสอง เพราะว่าปีเตอร์อาจจะแค่หวงก้าง แค่เสียดาย แค่คิดถึงวันดีๆ ที่เคยมีด้วยกัน แค่ไม่ชอบให้เวด วิลสันทำตัวเฉยชา ปีเตอร์อาจจะ…ไม่ได้ยังรักเวดอยู่ก็ได้

 

“ถ้ามึงเป็นห่วงความรู้สึกเขามากกว่าตัวเอง กูก็ไม่รู้จะพูดยังไงว่ะ ที่มึงคิดมันก็ไม่ได้ผิดหรอกนะ แต่ความรักมันก็ต้องเห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น ทั้งมึง ทั้งกู ทั้งเขา และมนุษย์ขี้เหม็นบนโลกใบนี้น่ะ มันก็ต้องรักตัวเองมากกว่าคนอื่นๆ อยู่แล้ว จะมากจะน้อยก็อีกเรื่อง แต่ไอ้ความรักฉันชู้สาวแบบนี้มันไม่มีหรอกนะ คนที่ไม่คาดหวังอะไรตอบแทน รักเขา ก็ต้องอยากให้เขารักตอบทั้งนั้น บรรพบุรูษไม่ได้ตั้งโรงทานศาลเจ้าว่ะ ไม่ได้ใจบุญขนาดกรีดเนื้อเถือหัวใจตัวเองให้คนอื่นฟรีๆ แล้วยิ้มอยู่ได้หรอก”

 

“ขนาดนั้น?”

 

“ไอ้เวร กูรู้ว่ามึงกลัว แต่ถ้ามึงกลัวเงียบๆ แล้วไม่ทำตัวลำไยใส่ทั้งกูและเขาก็จะไม่มีใครเดือดร้อนกับพฤติกรรมผีห่าของมึงเลยครับเพื่อน แต่เพราะมึงวอแวพวกกูมากจนพวกกูรำคาญอ่ะ บอกตรงๆ จะทำอะไรก็ทำเถอะ เจ็บแต่จบ ดีกว่าคาราคาซังไม่ได้ไปไหนกับเขาสักที แล้วก็สงเคราะห์พวกกูด้วยครับ จะได้หลุดพ้นสักที จะเอาผัวคนนี้ หรือจะมีคนใหม่สักทีก็ทำเถอะวะ”

 

แฮร์รี่พูดแล้วก็ทำสายตาเหยียดหยามใส่มนุษย์เพื่อนทันที แถมพูดจบก็ไม่รอให้ปีเตอร์ได้ต่อปากต่อคำอีกสักนิด แฮร์รี่ ออสบอร์นเดินสะบัดตูดออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ปีเตอร์อยู่คนเดียวกับความคิดบ้าบอคอแตกของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับคำพูดที่ยังก้องอยู่ในหัวซ้ำๆ

 

เจ็บแต่จบ ดีกว่าคาราคาซังไม่ได้ไปไหนกับเขาสักที

 

[6]

หน้าตาเฉยๆ ของคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามทำเอาปีเตอร์ใจเสีย

 

จะอะไรเสียอีก ก็อุตส่าห์ทำหน้าด้านอย่างที่แฮร์รี่ว่าแล้วมาขอโทษ…ขอโอกาสแก้ตัวกับคนที่ยืนหน้าตายอยู่นี่ไง

 

“พีท…”

 

ทันทีที่ปีเตอร์ได้ยินเสียงถอนหายใจของเวด ความรู้สึกที่ว่ากำลังจะโดนปฏิเสธแน่ๆ วิ่งเข้าใส่ปีเตอร์อย่างรุนแรง แต่ปีเตอร์ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าถ้า…มันเป็นจริงขึ้นมา เขาจะทำยังไง นี่ขนาดว่าเป็นแค่ความรู้สึกว่า กูโดนแน่นะ แต่ก่อนที่จะได้เสียสติไปมากกว่านั้น สติของปีเตอร์ก็พลันกลับเข้าร่าง เพราะน้ำหนักที่กดลงบนบ่า…

 

เวดกำลังมองหน้าปีเตอร์ด้วยสายตาจริงจัง

 

“เอาจริงหรือ?”

 

“…”

 

ปีเตอร์จ้องกลับไปที่คนถามด้วยไม่รู้จะตอบคำถามของเวดว่าอย่างไร เอาจริงของเวดคืออะไร? ที่เขารวบรวมความกล้ามาพูดแบบนี้เรียกว่าล้อเล่นหรือ? เขาควรจะตอบว่าอะไรล่ะ?

 

“ฉันไม่ได้เกลียดนายหรอกนะ รู้ใช่ไหม”

 

ไม่รู้หรอก

 

“แต่…ที่นายทำเอาไว้มันเจ็บมากนะ รู้ใช่ไหม”

 

อันนั้นรู้

 

“ฉันไม่อยากกลับไปเป็นแบบนั้นอีก”

 

หมายถึงเรื่องที่เราจะกลับไปคบกัน หรือว่าเรื่องความเจ็บปวดล่ะ

 

“รู้ไหม? ถ้านายมาง้อฉันเร็วกว่านี้สักหน่อย ฉันคงตกปากรับคำแบบไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น”

 

ฉันมาช้าไป?

 

“แต่ตอนนี้ฉันกำลังคิด…ว่าฉันไม่อยากกลับไปเป็นคนโง่แบบนั้นอีกแล้ว”

 

 

“ฉันเคยรักนายที่สุด รักมากกว่าตัวเอง ฉันจะทำอะไรก็คิดถึงแต่นายก่อน นายจะเอาแต่ใจ หรือจะดื้อเท่าไรก็ได้ นายอยากได้อะไรฉันก็หามาให้ได้ทั้งนั้น หรือต่อให้นายไม่พอใจเรื่องบ้าบอที่ไหนก็ตาม แล้วนายจะมาลงที่ฉัน ฉันก็ยอมตลอด…มันฟังดูน่าสมเพชไปหน่อยนะ นายว่าอย่างนั้นไหม?”

 

 

“ฉันชอบนายมากพีท ฉันชอบตามใจนาย ชอบเห็นเวลานายยิ้ม เวลานายมีความสุข…”

 

อย่าพูดนะ

 

“ฉันเพิ่งรู้สึกตัวเมื่อเร็วๆ นี้เองว่าที่ฉันทำมันมาทุกอย่างมันอาจจะไม่ใช่ความรักก็ได้”

 

อย่าพูดว่าไม่เคยรักฉัน…

 

“พีท…ใจเย็นๆ”

 

ใจเย็นหรือ? เวดกำลังพูดเรื่องอะไร…

 

เวดดึงตัวปีเตอร์เข้ามากอดเอาไว้แน่น เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังช็อค นี่มันแย่เสียยิ่งกว่าคืนที่เมาจนร้องไห้ทั้งที่ไม่รู้ตัวเสียอีก เวดลูบท้ายทอยพลางโยกตัวไปมาให้ปีเตอร์กลับมามีสติอีกครั้ง

 

ดวงตาของเวดจ้องเข้าไปยังนัยน์ตาของปีเตอร์อีกครั้ง คราวนี้มันหนักแน่นกว่าครั้งไหนๆ

 

“ถ้านายอยากให้เรากลับมาคบกันอีกครั้ง…ได้ พีท ฉันตกลง”

 

ปีเตอร์ทำหน้าตาเหมือนไม่อยากจะเชื่อที่เวดตอบตกลง ทั้งที่มันไม่มีวี่แววหรือทีท่าว่าจะเป็นแบบนั้นเลยสักนิด แต่ยังไม่ทันที่ปีเตอร์จะได้พูดอะไรออกมา เวดก็ขัดคอขึ้นมาเสียก่อน

 

“แต่ฉันอยากให้นายรู้ไว้ว่ามันไม่ใช่ความสงสารของฉัน นายไม่ได้มาอ้อนวอนขอความรักจากฉันหรือพิสูจน์อะไรทั้งนั้น ฉันอยากให้เราทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่ามันเป็นความต้องการของเราทั้งคู่ เราเคยผิดพลาดด้วยกันทั้งคู่ ทั้งฉัน ทั้งนาย เราไม่เข้าใจกัน เราไม่รู้จักคำว่ารักสักนิด มันทำให้เรื่องของเราจบไม่สวย…ไม่สวยเอามากๆ ตอนนี้ทั้งฉันและนายกำลังจะเริ่มต้นใหม่อีกหน เราจะเริ่มเรียนรู้กันและกันอีกครั้ง นายจะได้รู้จักฉัน ฉันจะได้รู้จักนาย ฉันที่เป็นตัวฉันจริงๆ และนายที่เป็นตัวนาย เราเท่าเทียมกัน ไม่มีใครทุ่มเทให้ใครมากกว่าใคร และไม่ว่ามันจะจบลงแบบไหน แต่คราวนี้มันจะเป็นความทรงจำที่ดี…โอเคไหม พีท?”

 

ปีเตอร์พยักหน้ารับรู้…เราจะเรียนรู้คำว่ารักไปด้วยกัน

 

[7]

 

I don’t wanna be your lover

I don’t wanna be your fool

Pick me up whenever you want it

Throw me down when you’re through

 

You don’t know love till it

Tears up your heart and cuts in it

Leaves you with scars you’re still feeling

 

You don’t know love

*

 

FIN

 

เจอโจทย์ไม่ถนัดอีกละอะ Orz (แกถนัดอะไรบ้าง)

ไม่ได้ถ่ายทอดออกมาในมุมของเวดอย่างที่ควรจะเป็นตามเพลงอะเนอะ แต่เรารู้สึกว่าเราถ่ายทอดออกมาจากมุมของคนที่ไม่รู้จักความรักได้ดีกว่าการเป็นตัวสำรองของใคร เลยออกมาเป็นประการฉะนี้แล…

รู้สึกจบฟิคไม่ค่อยสวยเท่าไร ฝากติ-ชมด้วยนะคะ <333

With Love
Nina*

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s