[SF] Full moon (T.O.P x SeungRi)

Standard

Title: Full moon
Author: Nina*
Pairing: Seunghyun & Seungri
Rate: R
Author notes: ….เมื่อปิ๊งว๊อน ไอ้แตงมีพลอต ก็จัดมา = =

 

*

 

“ราตรีสวัสดิ์ฮะ…ท่านแม่” ซึงรีมองตามบานประตูไม้หนักอึ้งที่ปิดลงไปพร้อมกับแสงไฟ ร่างเล็กเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าค่อยจางหาย จึงค่อยๆขยับกายอย่างเงียบเชียบ เคลื่อนตัวจากเตียงอุ่นนุ่มไปยังหน้าต่างบานใหญ่ที่ถูกดึงม่านกำมะหยี่สีแดงปิดเอาไว้ แสงจันทร์ลอดผ่านรอยแหวกของม่าน ร่างบอบบางในชุดนอนสีขาวอมยิ้มกับภาพดวงจันทราที่สุกสว่างที่สุดในรอบ 100 ปี

 

‘ทั้งที่มันออกจะงดงามถึงเพียงนี้….ข้าไม่เข้าใจท่านแม่เลยว่าทำไมถึงไม่ต้องการให้ข้า ต้องแสงจันทร์คืนนี้’

 

แสงจันทร์ที่ปกตินวลเนียนตาม คืนนี้มันช่างสุกสว่างเสียจนไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่เป็นเวลาดึกสงัดแล้ว ซึงรียังคงจ้องมองแสงจันทร์อย่างโหยหา ปราถนาที่จะขัดคำสั่งของผู้เป็นแม่ เปิดกลอนหน้าต่างออกไปรับแสงจันทร์ หากแต่…ซึงรีไม่กล้าพอ

 

ร่างเล็กตัดใจปิดม่านลงอย่างแผ่วเบา ภายในใจยังอิ่มเอมไปด้วยความงามของดวงจันทราและแสงจันทร์ส่องสว่างในค่ำคืนนี้ ซึงรีปีนขึ้นไปบนเตียงอย่างระมัดระวัง แทรกตัวเข้าไประหว่างผ้าห่มนุ่มฟู ก่อนที่เปลือกตาบางจะปิดลง ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะ…จนกระทั่งเข้าสู่ห้วงนิทรา

 

ภายในคฤหาสน์หลังงามของท่านดยุคซูฮวานแห่งเกาะบริติช มนุษย์ทั้งหลายล้วนหลับใหล แม้มีเพียงเศษเสี้ยวของทหารยามที่ยังคงผลัดเวรเข้าออกดูแลความปลอดภัยอย่างแข็งขัน แต่ต่อให้เป็นอัศวินคู่กายกษัตริย์แห่งราชวงศ์ ก็คงมิอาจมองเห็นร่างสูงสง่าที่ยืนโดดเดี่ยวอยู่บนยอดไม้สูง ข้างหน้าต่างห้องนอนลูกชายคนเล็กของท่านดยุค

 

ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรวาดรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก

 

‘เด็กหนุ่มไร้เดียงสาของตระกูลใหญ่ประจำเกาะบริติช มิเคยฟังนิทานก่อนนอน หรือ เรื่องเล่าสยองขวัญของเผ่าพันธุ์ของพวกเขาบ้างหรือไร ถึงได้กล้าออกมาต้องแสงจันทร์ในคืนจันทร์เต็มดวงที่สุกสว่างที่สุดเช่นนี้

 

หาไม่…ก็คงขัดคำสั่งของผู้ให้กำเนิดเพราะอยากจะมาชมแสงจันทร์ของคืนนี้กระมัง…

 

เพียงวูบเดียวไม่ถึงพริบตา ร่างสูงสง่าก็แตะลงบนราวระเบียงหน้าห้องนอน นิ้วเรียวยาวดีดเป็นเสียงเปาะ ก่อนที่กลอนหน้าต่างด้านในจะเคลื่อนออกจากกัน ร่างสูงเจ้าของดวงตาสีดำสนิทไร้แววคู่นั้นเคลื่อนกายเข้ามาในห้องอย่างเงียบกริบ ก่อนที่กลอนหน้าต่างจะเคลื่อนเข้าหากันเพื่อปิดล็อกอีกครั้ง

 

เจ้าของเชื้อสายบริสุทธิ์แห่งเผ่าพันธุ์รัตติกาลทรุดตัวลงนั่งที่ขอบเตียง ร่างบอบบางของซึงรีทอดกายอยู่บนเตียง ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังอยู่ในห้วงนิทราลึก ซึงฮยอนยิ้มที่มุมปาก

 

‘ช่างน่ารัก น่าเอ็นดู’ …เสียจนน่าเสียดายที่จะต้องมาเป็นดั่งเช่นพวกเขา เผ่าพันธุ์ที่สูงส่งแต่น่าสมเพช ดำรงชีวิตเยี่ยงบรรพบุรุษด้วยการมีความสุขกับรสหวานและกลิ่นหอมของโลหิตอบอุ่นที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายมนุษย์

 

แวมไพร์…สายเลือดของปีศาจ เผ่าพันธุ์ของพวกเขา เผ่าพันธุ์ต้องคำสาป ที่ถึงแม้จะน่ารังเกียจ แต่เมื่อมีชีวิต…เมื่อเริ่มต้นชีวิตกระหายเลือดมาถึงเจ็ดร้อยกว่าปีแล้ว เหตุใดเลย ซึงฮยอนจะต้องนึกรังเกียจหรือหยี่หระกับสิ่งไม่จำเป็นเช่นความน่าสมเพชของชีวิต หรือแม้แต่ความสงสารต่อเหยื่อ

 

ปกติ ตัวเขาเองออกล่าไม่บ่อย เพราะมีข้ารับใช้ที่สรรหาเหยื่อเป็นๆ ที่ยังมีชีวิต มาให้เขาเล่นสนุกอยู่แทบทุกคืน แต่บางครั้งบางคราว เขาเองก็ออกล่าบ้าง เพื่อยืดเส้นยืดสายคลายความน่าเบื่อกับไอ้พวกที่เรียกตัวเองว่านักล่าแวมไพร์ หรือออกมา…หาความสนุกกับเหยื่อที่ไร้ทางต่อสู้ ทั้งตาย…หรือกลายเป็นพวกเดียวกัน

 

เหยื่อในค่ำคืนพิเศษนี้…หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูมิใช่น้อย ถึงแม้จะเป็นบุรุษ หากแต่ก็น่าเสียดายหากต้องให้หมดลมหายใจไป เขาอยากจะเห็นนัก…อาการทุรนทุรายกับการเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งมีชีวิตอื่น ความคุ้มคลั่งจากการที่รังเกียจวิถีชีวิตที่ต้องเผชิญ หรือแม้แต่ความกระหายจนควบคุมตัวเองไม่ได้

 

เขากระสัน…อยากจะเห็นร่างนี้มีอาการเหล่านั้นเหลือเกิน

 

ร่างเล็กขยับตัวเล็กน้อย แต่ซึงฮยอนก็หาได้ขยับ หากเพียงแต่เลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นอย่างแปลกใจ…ในตัวเอง

 

นี่เขาคิดอะไรเพลินมากเกินไปจนเหยื่อแทบจะรู้ตัวหรือนี่…หน้าคมยิ้มก่อนโน้มตัวลงเข้าหาร่างบอบบางที่ยังคงหลับใหล นิ้วเรียวยาวปัดเส้นผมละเอียดนุ่มราวกับไหมที่ระต้นคอออกช้าๆ ค่อยไล้นิ้วไปมาตรงต้นคอของซึงรี กลิ่นหอมหวานของเลือดลอยแตะจมูกจนอดไม่ได้ที่จะต้องสูดกลิ่นเข้าไป

 

‘น่ากิน…น่ากินเสียจริงๆ’

 

ซึงฮยอนแนบริมฝีปากลงบนคอขาวอุ่นแผ่วเบา นิ้วเรียวดีดจนเป็นเสียงดังเปาะอีกครั้ง ก่อนที่จะฝังคมเขี้ยวลงไปช้าๆจนลึก…และแน่นสนิท

 

ทันทีที่รสหวานของเลือดหลั่งไหลเข้าสู่ปาก ร่างเล็กในอ้อมแขนพลันกระตุกเฮือก ดวงตาสีฟ้าเข้มที่เฝ้ามองดวงจันทรา บัดนี้กลับเบิกโพลง มือเล็กจับเข้าที่บ่าของร่างสูงทันทีตามสัญชาตญาณ หากแต่ไม่ทันแล้ว…วินาทีที่คมเขี้ยวฝังเข้าไปที่ต้นคอ

 

ชีวิตของเด็กหนุ่มในอ้อมแขนเขา ได้เปลี่ยนไปตลอดกาล…

 

“อ่ะ…อา” เสียงครางแผ่วลึกดังอยู่ข้างหู นิ้วเรียวขยำลงบนผ้าสีดำที่ห่อหุ้มร่างกายของสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์

 

เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น คนตรงหน้านี่เป็นใคร แล้วกำลังทำอะไรกับเขา

เจ็บเหลือเกิน…

 

ท่านแม่…ท่านอยู่ที่ไหน ช่วยข้าด้วย

 

 

“อึก….” เปลือกตาบางปิดลงแน่น ในหัวคิดอะไรไม่ออก มีแต่ความเจ็บปวดแผ่ไปทั่วสรรพางค์กาย มีอะไรอยู่ที่คอของเขา…ทำไมมันร้อนแบบนี้

 

ปล่อย…ปล่อยข้า

ข้าเจ็บ…

 

ปล่อย

 

ซึงฮยอนผละออกมาจากต้นคอขาว รสเลือดของเด็กหนุ่มตรงหน้าดึงดูดและหอมหวานเกินไป จากความตั้งใจแรกที่เพียงแค่จะเปลี่ยนร่างตรงหน้า กลับกลายเป็นเกือบจะคร่าชีวิต และเมื่อหยุดตัวเองได้ ความรู้สึกอื่นมันกลับประดังประเดเข้ามา

 

อย่างที่ไม่เคยเกิดมานับร้อยๆปี…

 

ร่างเล็กกระตุกเกร็งบนพื้นเตียงขาวบริสุทธิ์ตัดกับเลือดที่หลั่งรินออกมาจากบาดแผลที่ต้นคอ ซึงฮยอนมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจคิดออกมาได้ คมเขี้ยวกัดลงบนข้อมือตัวเองจนเลือดไหลออกมาเป็นทาง ก่อนจะทาบลงไปบนริมฝีปากของซึงรี

 

เด็กหนุ่มเผลอลิ้มรสเลือดเข้าไปตามที่แวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ต้องการ มือเล็กยึดมั่นก่อนจะดูดกลืนเลือดที่ไหลออกมาด้วยความโหยกระหาย เป็นไปตามสัญชาตญาณ…

 

ซึงฮยอนเฝ้ารออย่างใจเย็น ก่อนที่จะรู้สึกว่ามันมากเกินไป ร่างสูงจะชักข้อมือนั้นออก เลือดที่ข้อมือหยุดไหลทันทีที่ห่างจากคมเขี้ยวของร่างเล็ก มือหนากดลงที่บาดแผลตรงคอ ร่างบางดิ้นไปมาทุรนทุรายอีกครั้งเหมือนคราวที่ถูกกัด แต่หากรุนแรงกว่า

 

เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดภายในที่ไม่รู้สาเหตุ

 

ราวกับร่างทั้งร่างกำลังถูกเผาไหม้

 

ราวกับมีใครเอาเหล็กไหม้ไฟมาทิ่มแทง

 

เจ็บ…..

 

 

 

 

 

จนไม่รู้สึกอะไร

 

ร่างเล็กนิ่งไปพร้อมกับเสียงกรีดร้อง ซึงฮยอนรู้ดีว่าไม่มีใครได้ยิน นอกจากเขา เป็นผลจากความสามารถพิเศษเล็กๆน้อยๆ จากการดีดนิ้วเมื่อครู่

 

ร่างสูงนั่งพิจารณาร่างบางที่ยังคงไม่รู้สติ ถึงแม้เขาในตอนนี้จะมีสติครบถ้วนดี แต่ก็ใช่ว่าอารมณ์กระสัน ที่คุกรุ่นอยู่ภายในมันจะควบคุมกันได้ง่ายๆ ยิ่งเพิ่งผ่านเหตุการณ์ลิ้มรสเลือดของมนุษย์มานั้น

 

มันยาก…เกินไป

 

ไวเท่าความคิด…ทันที่เปลือกตาบางกระพริบถี่ แววตาสีฟ้าเข้มจางหายไป เหลือเพียงแต่ดวงตาสีดำสนิทเฉกเช่นเดียวกับตัวเขาที่มองกลับมา ไร้ซึ่งแววและเงาสะท้อนซึ่งกันและกัน ร่างสูงพลิกตัวขึ้นทาบทับร่างบางที่ไม่ทันตั้งตัว ริมฝีปากบางที่ขยับเตรียมจะส่งเสียง ก็ถูกปิดให้สนิทในคราเดียวด้วยริมฝีปากเดียวกับที่กดแนบลงบนต้นคอเมื่อครู่

 

รสจูบร้อนแรงทำให้สมองของร่างบางยิ่งพร่าเบลอ ลิ้นชื้นตวัดไปมาอย่างรุนแรง อึดอัด ทรมาน แต่ช่างแสนหวาน….เหลือเกิน

 

ไม่ทันได้รู้ตัว มือเรียวที่พยายามจะขัดขืนกลับเปะป่ายไต่ขึ้นไปบนไหล่กว้าง แขนเรียวโอบรอบคอ ก่อนจะตอบรับอย่างหิวกระหายไม่แพ้กัน

 

ซึงฮยอนสอดมือเข้าไปภายใต้เสื้อสีขาว มือเย็นเฉียบยกขึ้นไล้อย่างแผ่วเบาตรงหน้าท้องแบนราบที่ยังคงอุ่น เสียงครางผะแผ่วเล็ดลอดออกมาจากริมกลีบปากบางที่ผละออกมาจากอีกฝ่ายด้วยทนไม่ไหว

 

มือเรียวจิกลงทั่วปลอกหมอนลูกไม้ แรงทึ้งเป็นระยะเป็นไปตามจังหวะ เมื่อร่างสูงแตะสัมผัสผ่านจุดเร้าความรู้สึก

 

“ทะ…ท่าน” ซึงรีพยายามเปล่งเสียงออกมา ยามที่สัมผัสของฝ่ามือคู่เดิมเคลื่อนผ่านลงไปต้นขา ร่างบางสะดุ้งเฮือก กอดผวากายแกร่งแน่น มือข้างหนึ่งกระชากเสื้อของอีกฝ่ายจนกระดุมหลุดออก เนื้อผ้าฉีกขาด แล้วเลื่อนไปตามแรงดึงของมือเล็ก เผยให้เห็นกล้ามเนื้อชัดเจนบนผิวขาวซีด

 

นิ้วเรียวสอดเข้าไปในกลุ่มเส้นผมยาวที่ถูกรวบเอาไว้ ก่อนที่นิ้วหนึ่งจะกระตุกด้วยแรงผวา รั้งเอาริบบิ้นที่เส้นผมเคลื่อนหลุดลงมา เส้นผมยาวหลุดร่วงมาตามแรงโน้มถ่วง ปรกใบหน้าคมคายที่จ้องใบหน้าเล็กไม่แม้แต่จะละสายตา

 

ร่างสูงกระตุ้นเร้า ปลุกอารมณ์ดิบนอกเหนือการควบคุมสติของร่างบางด้วยการเล้าโลมที่ร้อนแรงเสียจนร่างเล็กแทบสำลักความสุขที่ถูกปรนเปรอ

 

ลมหายใจหอบกับน้ำเสียงกระเส่าที่ดังก้องอยู่ภายในห้องข้างหู เร่งเร้าให้กายแกร่งยิ่งโถมกระหน่ำรุนแรง สร้างความปั่นป่วนจนสติของทั้งสองแตกกระเจิง เหลือเพียงอารมณ์ที่เรียกร้องต้องการตอบสนองซึ่งกันและกัน

 

สองกายสอดประสาน เคลื่อนไหวรวดเร็ว ร้อนแรงจนซึงฮยอนรู้สึกเหมือนกับจะมอดไหม้ไปกับร่างเล็กที่ขยับสั่นไหวไปตามแรงกระแทก

 

ความเจ็บปวดเสียดแทงขึ้นมาเป็นระยะ หากแต่ความรู้สึกเสียวซ่านก็แทนที่แทบจะในทันที

 

จนซึงฮยอนไม่แน่ใจเสียแล้วว่า

 

สิ่งที่เขาทำ

 

อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาแทบจะชั่วชีวิต

 

มันคืออะไร…

 

.

.

.

.

 

 

เสียงโวยวายภายในคฤหาสน์ที่จะสร้างความโกลาหลไปทั่วเกาะบริติช จะดังขึ้นเมื่อฟ้ารุ่งสาง เมื่อประมุขแห่งตระกูลพาร์ตินสันไม่พบร่างของบุตรชายคนสุดท้าย หากเหลือแต่เพียงคราบเลือดที่เปรอะเปื้อนเตียงไปทั่ว

 

ต่อให้สิ่งที่เขากำลังทำจะสร้างสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ของเขาและมนุษย์ แต่เขาก็ไม่ใคร่แยแส อย่างที่ไม่คิดจะใส่ใจมาตลอด เพราะไม่ว่าอย่างไร ร่างบางในอ้อมแขนของเขานี้ก็เป็นของเขาแล้ว และจะเป็นของเขาไปตลอดกาล

*

FIN

Advertisements