[SF] Better That We Break (CHAN x KAI)

Standard

Title: Better That We Break
Author: Nina*
Paring: Chanyeol x Jongin
Rating: PG
Author’s note: Sayonara – Mild

ถ้าใครเคยอ่านทวิตเราเราจะทวิตบ่อยๆ เนอะว่าเราไม่ถนัดฟิคดราม่า แบบว่าเขียนแล้วมันไม่ดราม่า อ่านแล้วมันไม่อิน มันไม่เจ็บปวดแบบที่เราชอบ เลยเลี่ยงๆ ที่จะเขียน แต่ช่วงนี้อยากลองเขียนดู ยังไงก็เป็นหนูทดลองให้เรากันไปก่อนนะคะช่วงนี้ เบื่อเมื่อไรก็คงกลับไปเขียนแนวเดิม (แนวไหน? 555)

 

ปล.ใครขี้เกียจเมนท์แต่มีอะไรติ-ชม เชิญได้ที่ #ซาโยนาระchankai นะจ๊ะ

 

*

 

ความสัมพันธ์ระหว่างของคนสองคน เริ่มต้นด้วยความห่วงใย เติบโตได้ด้วยความรัก

 

หลายคู่โชคดีที่มีทั้งสองสิ่งนี้ไปจนตราบเท่าที่ลมหายใจสุดท้ายยังเหลืออยู่

 

แต่บางครั้งที่ความรักมันก็ไม่เพียงพอ เพราะหลายครั้งที่ความสัมพันธ์ของเรามันเปราะบางเกินกว่าที่จะใช้เพียงแค่ความรักเป็นเกราะป้องกัน

 

และหลายครั้งที่เราทั้งสองฝ่ายต่างทำลายสิ่งที่เรียกความไว้ใจ ความผูกพัน และความเชื่อมั่นของกันและกันไปทีละน้อย ทั้งที่สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่ควรจะมีเพื่อช่วยดูแลความรักของเราเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง

 

หรือเราก็อาจจะแค่เหนื่อยเกินกว่าจะประคองความรักของเราเอาไว้แล้ว

 

บางทีการปล่อยมือก็คงเจ็บปวดน้อยกว่าที่เป็นอยู่

 

*

 

ชานยอลถอนหายใจออกมาเป็นครั้งที่ร้อยเมื่อเห็นปฏิกริยามึนตึงของคนที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟา ไม่พูดไม่จามาเป็นชั่วโมง แม้ว่าจงอินจะไม่ใช่พวกถนัดใช้คำพูดอยู่แล้ว แต่ชานยอลรู้ดีว่านี่ไม่ใช่การนิ่งเงียบแบบปกติของจงอิน จงอินเป็นคนเงียบๆ แต่ไม่ใช่เงียบจนไม่พูดอะไรเลยแบบนี้ แบบที่ไม่มีแม้แต่คำทักทาย ไม่มีแม้แต่อาการสนใจว่ามีชานยอลร่วมห้องอยู่ด้วยอีกคน

 

ใช่ว่าชานยอลจะไม่รู้สาเหตุที่จงอินเป็นแบบนี้ แต่เขาก็เหนื่อยเกินกว่าจะอธิบายแล้ว ในเมื่อจงอินมีธงอยู่ในใจแล้วว่าเขาเป็นคนผิดและเขาก็แค่ไม่ยอมรับมันก็เท่านั้น

 

ถ้าเป็นเมื่อก่อน…ชานยอลก็คงจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้จงอินหายโกรธ หรือแม้แต่ยอมขอโทษทั้งๆ ที่เขาก็ไม่ได้ทำอะไร เพียงแต่ว่าตอนนี้เขาเหนื่อยเกินกว่าที่จะทำอะไรแบบนั้นแล้ว

 

เหตุผลครั้งนี้ก็ไม่พ้นเรื่องที่ช่วงนี้เขางานเยอะมากจนต้องกลับบ้านดึกอยู่บ่อยครั้ง หรือบางทีก็ต้องค้างที่บริษัท ทำให้อีกฝ่ายระแวงว่าเขานอกใจไปมีคนอื่น ทั้งที่ชานยอลก็ยืนยันจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้วเหมือนกันว่าเขาไม่เคยมีคนอื่นเลย ตลอดระยะเวลาสี่ปีที่เราคบกันมา ชานยอลมีเพียงแค่จงอินคนเดียว ไม่เคยวอกแวกไปหาเศษหาเลยที่ไหน เขามั่นใจกับความรักครั้งนี้มากว่ามันจะต้องไปรอด แต่ดูเหมือนว่าชานยอลจะคิดผิด

 

ไม่ใช่ว่าจงอินเป็นพวกขี้หึงไม่ฟังเหตุผลอะไร เพียงแต่ระยะหลังๆ แค่เรื่องเล็กน้อยอย่างชานยอลฟังเพลงเสียงดังเกินไปก็สามารถทำให้จงอินหงุดหงิดได้ ตอนแรกเขาก็ไม่ได้คิดอะไร มองว่าเป็นเรื่องขำๆ ยังเคยพูดเล่นกับเพื่อนด้วยซ้ำว่าฮอร์โมนแปรปรวนขนาดนี้ หรือว่าจะท้อง

 

แต่ชานยอลรู้ดีว่ามันไม่มีทางเกิดขึ้นได้ และเขาก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างเรา

 

เมื่อก่อนเวลาที่เราทะเลาะกัน ชานยอลไม่ต้องพยายามใจเย็นก็พร้อมจะยอมฟังจงอินทุกอย่าง ก่อนจะรอให้จงอินเป็นฝ่ายสงบลงเอง แล้วค่อยหันหน้ามาคุยกัน แต่ตอนนี้…ทุกครั้งที่จงอินชวนทะเลาะ ชานยอลจะต้องพยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจเพื่อไม่ให้พูดจารุนแรงกลับไป เพราะเขาไม่เคยชอบน้ำตาของจงอินเลย ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นจากอะไรก็ตาม

 

เขาเคยเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับเพื่อน หลายคนตั้งคำถามว่าจงอินมีคนอื่นหรือเปล่า ก็เลยหาเรื่องทะเลาะจะได้เลิกกัน? แต่ชานยอลก็ไม่รู้สึกว่าจงอินมีอะไรผิดปกติไปจากเดิม ไม่ติดโทรศัพท์ ไม่กลับบ้านช้า เพียงแต่จะหงุดหงิดง่ายถ้าชานยอลทำอะไรผิดพลาดไปเพียงแค่นิดหน่อย จะเรียกว่าขวางหูขวางตาก็คงไม่ผิด

 

ถ้าเป็นคนอื่น…ชานยอลก็คงคิดระแวงตามที่เพื่อนของเขาสันนิษฐานแล้ว แต่ไม่รู้สิ เพราะรักและไว้ใจมาก…ล่ะมั้ง?

 

ในทุกคืนที่ชานยอลมองใบหน้าของจงอินก่อนนอน ชานยอลก็ยังรู้สึกหลงรักดวงตาของจงอินที่ใช้มองกลับมาที่เขาในตอนที่เขาจูบราตรีสวัสดิ์ ยังคงหลงรักน้ำเสียงที่จงอินใช้เรียกชื่อของเขาอยู่ในทุกวัน ยังอยากจะกอดอีกคนเอาไว้ในทุกๆ วัน และทุกๆ คืนที่เราอยู่ด้วยกัน

 

เพียงแต่มันมีอะไรบางอย่างแปลกไป…

 

อะไรบางอย่างที่ชานยอลไม่รู้จริงๆ ว่ามันคืออะไร และเขาควรจะไปแก้มันที่ตรงไหน

 

“จงอิน”

 

ชานยอลตัดสินใจเรียกชื่อของคนที่นั่งกอดเข่ามองภาพในโทรทัศน์ออกมา เขาเกือบจะถอนหายใจออกมาแล้วตอนที่จงอินผินหน้ามามอง ดวงตาคู่นั้นยังคงมีแววแข็งกร้าว แต่ชานยอลเองก็ไม่คิดจะปิดบังความเหนื่อยล้าในแววตาว่าเขาไม่พร้อมจะสู้รบกับอารมณ์ที่ชานยอลไม่เข้าใจในตอนนี้ จงอินถึงได้มีท่าทีอ่อนลงบ้าง แม้จะแค่เล็กน้อยก็ตาม

 

ชายหนุ่มร่างสูงมองหน้าจงอินเป็นเชิงถามว่า เขาจะลงไปนั่งด้วยได้หรือเปล่า จงอินถึงได้ขยับตัวไปชิดกับพนักอีกฝั่งให้ชานยอลลงมานั่งด้วยกัน

 

ต่างฝ่ายต่างเงียบ

 

ชานยอลมีเรื่องมากมายที่อยากจะถาม แต่เขาไม่รู้จะเริ่มที่ตรงไหน และไม่รู้จะใช้คำพูดอย่างไรที่จะไม่กระทบกับความรู้สึกของอีกคนจนมันกลายเป็นการทะเลาะกันมากกว่าการคุยกันที่ชานยอลต้องการ และจงอินเองก็เอาแต่นั่งเงียบรอให้คนที่เป็นฝ่ายเรียกเขาพูดอะไรออกมาก่อน

 

“ถ้าพี่ไม่มีอะไร…”

 

“จงอินยังเชื่อใจพี่อยู่หรือเปล่า?”

 

คำถามตรงๆ ของชานยอลทำให้จงอินเผลอเม้มปาก ดวงตาทั้งสองหลุบลงต่ำไปที่ชายกางเกงของตัวเอง

 

ใช่ว่าจงอินจะไม่รู้ว่าชานยอลเป็นคนยังไง ชานยอลตามจีบเขาอยู่ราวครึ่งปีเขาถึงได้ยอมตกลงขยับความสัมพันธ์ และเราย้ายมาอยู่ด้วยกันเกือบสี่ปีแล้ว กว่าหนึ่งพันสี่ร้อยวันที่เราใช้ชีวิตร่วมกัน แทบจะไม่มีวันไหนที่ชานยอลทำให้จงอินรู้สึกไม่มั่นคงในความรู้สึก ถึงชานยอลจะเป็นพวกขี้เล่น ดูเข้ากับคนอื่นง่าย และใจดีกับทุกๆ คน แต่จงอินรู้ตัวดีว่าตัวเองน่ะพิเศษกว่าคนอื่นๆ และชานยอลไม่ใช่คนที่จะทำเรื่องแบบที่เรียกว่า นอกใจ

 

แต่จงอินก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมพักนี้จงอินถึงได้รู้สึกหวั่นไหวไปเสียทุกสิ่ง

 

ชานยอลยังคงเป็นชานยอลคนเดิมกับที่เขารู้จัก

 

คนที่เอาใจใส่กับทุกๆ ความรู้สึกของจงอิน คนที่คอยดูแลเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง คนที่ไม่เคยลืมวันสำคัญๆ ที่จงอินไม่เคยจะใส่ใจจำอย่างวันครบรอบ วันวาเลนไทน์ หรือวันเกิด คนที่ไม่มีพิรุธหรือทำอะไรผิดปกติจนทำให้จงอินระแวงเลยสักนิดว่าชานยอลจะมีคนอื่น

 

แต่ทำไมจงอินถึงรู้สึกว่าอะไรๆ มันไม่เหมือนเดิม

 

“ผมไม่รู้”

 

น้ำเสียงที่ใช้ตอบคำถามของจงอินทำให้ชานยอลอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้ จงอินในตอนนี้ดูเปราะบางกว่าทุกๆ ครั้งที่เราทะเลาะกัน เพราะเพียงแค่ชานยอลถอนหายใจออกมา จงอินก็มีปฏิกิริยาตอบรับที่ไม่เหมือนเคย จงอินไม่ชอบพูด และตอนนี้ก็ยังคงไม่พูด แต่ทุกครั้งที่จงอินไม่พอใจ จงอินจะแสดงออกมาทางสีหน้าและแววตาอย่างไม่ปิดบังว่าตัวเองไม่พอใจ แต่ครั้งนี้จงอินกลับก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม และเผลอกำเนื้อกางเกงแน่นโดยไม่รู้ตัว

 

ถ้าเป็นเมื่อก่อนชานยอลก็คงจะพร้อมลืมทุกเหตุผลที่ทำให้จงอินเป็นแบบนี้ แต่ในตอนนี้ชานยอลเองก็…เหนื่อย

 

“จงอินยังอยากคบกับพี่อยู่หรือเปล่า?”

 

จงอินเงยหน้าขึ้นมองชานยอลทีด้วยความตกใจ ใบหน้าของคนถามเรียบเฉยราวกับว่าไม่ได้รู้สึกอะไรที่จะต้องถามคำถามนั้นออกมา จงอินเดาไม่ออกว่าชานยอลกำลังคิดอะไรอยู่ เพราะมีแต่ความว่างเปล่าอยู่บนใบหน้าและแววตาของชานยอล เป็นความว่างเปล่าที่จงอินไม่คุ้นเคย และจงอินเกลียดอะไรที่ตัวเองไม่รู้สึกคุ้ยเคย มันทำให้จงอินกลัว กลัวว่าที่ชานยอลไม่ได้แสดงอะไรออกมาทางสีหน้าจะเป็นเพราะว่า ชานยอลไม่ได้รู้สึกอะไรอีกแล้ว

 

“ผม…ไม่..ไม่รู้”

 

เสียงของจงอินฟังดูสับสนเหมือนกับสีหน้าของเจ้าตัว ดวงตากลมไม่รู้จะจับจ้องไปทางไหน ได้แต่ไหวระริกอยู่ในกระบอกตา

 

“จงอินว่าเรายังรักกันอยู่ไหม?”

 

คำถามที่ไม่คาดฝันมันทำให้จงอินรู้สึกเหมือนแข็งไปทั้งตัว จะบอกว่าตกใจก็คงได้ แต่มันก็ชวนให้คิดอยู่เหมือนกันว่าหรือนี่จะเป็นสาเหตุที่ทำให้อะไรๆ ตอนนี้มันดูบิดเบี้ยวไม่ลงตัวไปเสียทุกอย่าง

 

 

 

 

 

เรา…ไม่ได้รักกันแล้ว?

 

 

 

 

 

 

อย่างนั้นหรือ…

 

 

 

 

 

 

 

“ผม…………….ไม่รู้…ผมไม่รู้ ไม่รู้”

 

 

 

 

 

 

ไม่ได้รักกันแล้ว…

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“โอเค ไม่เป็นไร จงอิน…ใจเย็นๆ ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร” ชานยอลดึงที่ตัวสั่นเทิ้มเข้ามาปลอบ เหมือนว่าจงอินจะไม่รู้ตัวสักนิดว่าตัวเองกำลังร้องไห้

 

“ผม…”

 

จงอินพยายามจะไม่พูด แต่เหมือนมีก้อนอะไรสักอย่างมาจุกอยู่ที่ลำคอ ทำให้เจ้าตัวได้แต่กลืนคำพูดกลับลงไป ก่อนที่สมองจะว่างเปล่า ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร หรือคิดอะไรต่อ

 

ชานยอลลูบเส้นผมสีเข้มให้อีกฝ่ายค่อยๆ สงบลง…เขาไม่อยากจะพูดแบบนี้เลย แต่เขาก็ไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ หรือเลวร้ายลงไปมากกว่านี้

 

“เรา…ห่างกันสักพักดีไหม?”

 

ชานยอลรู้สึกได้ว่าจงอินตัวแข็งทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นหลุดออกมาจากปากของเขา

 

จงอินรู้ดีว่า ‘ห่างกันสักพัก’ คืออะไร

 

มันคือการที่เราค่อยๆ ห่างกันจนหายไปจากวงโคจรของกันและกัน

 

มันคือการปล่อยให้ต่างฝ่ายต่างกลับไปมีชีวิตของตัวเองจนกว่าจะรู้สึกว่าเรายืนอยู่ได้โดยที่ไม่มีเขา

 

มันคือรูปแบบของการเลิกกันที่นุ่มนวลที่สุด และอ้างว้างที่สุด

 

“พี่อยากให้เรา…เราทั้งคู่ กลับไปคิดทบทวนดูว่าเรายัง…อยากจะเดินไปด้วยกันหรือเปล่า เพราะตอนนี้จงอินไม่รู้ พี่ก็ไม่รู้ เราไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างเราทั้งคู่ แต่เรารู้ว่ามันมีอะไรบางอย่างไม่เหมือนเดิม พี่ไม่อยากพูดว่าเราเดินมาสุดทาง ความจริงเราอาจจะแค่เลี้ยวผิดที่ตรงไหนด้วยกันทั้งคู่ เรากำลังหากันไม่เจอว่าเรายืนอยู่ตรงไหน แล้วบังเอิญว่ามันเป็นทางตัน และเรากำลังตกใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น บางทีถ้าเราใจเย็นลงกันกว่านี้ เราอาจจะหาทางเดินกลับไปตรงที่เราเลี้ยวผิดก็ได้”

 

“แล้วถ้าไม่ล่ะ” จงอินพึมพำ

 

ชานยอลยิ้ม เป็นยิ้มที่ชานยอลก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเขายิ้มทำไม หรือจริงๆ แล้วยิ้มด้วยความรู้สึกแบบไหนกันแน่ ชานยอลเพียงแต่กดริมฝีปากลงที่ข้างขมับของคนที่กอดเอวของเขาเอาไว้แน่นด้วยความรู้สึกที่หลากหลายไม่แพ้กัน

 

“เรา…ก็อาจจะต้องยอมรับมันล่ะมั้ง”

 

จงอินไม่อยากยอมรับ เขาอยากจะปฏิเสธ อยากจะคัดค้าน อยากจะโวยวาย แต่เขากลับพูดมันไม่ออก เขาไม่รู้จะพูดอะไร หรือหาคำพูดดีๆ มาอธิบายความรู้สึกของเขาตอนนี้

 

“แล้วเราจะห่างกันนานแค่ไหน” จงอินเอียงหน้าซบเข้ากับแผ่นอกของชานยอลที่สะท้อนขึ้นลงอย่างสงบ

 

“ไม่รู้สิ” ชานยอลถอนหายใจ “ก็จนกว่าเราคนใดคนหนึ่งจะหาคำตอบของเรื่องนี้ได้ล่ะมั้ง”

 

“ห่วยแตกมาก” จงอินงึมงำในลำคอ แต่ชานยอลก็ได้ยินนั่นล่ะ อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา ชานยอลคลายกอดที่โอบจงอินเอาไว้ แล้วเปลี่ยนมาใช้มือทั้งสองข้างประคองใบหน้าของจงอินเอาไว้แทน ทั้งตาที่ฉ่ำวาวไปด้วยน้ำตา กับจมูกแดงๆ จากการร้องไห้ ไม่ใช่อะไรที่ชานยอลชอบเลยสักนิด โดยเฉพาะเวลาที่มันมาอยู่บนใบหน้าของจงอิน ชานยอลใช้ปลายนิ้วเกลี่ยคราบน้ำตาที่เหลืออยู่บนใบหน้าของจงอินออก ก่อนจะส่งยิ้มให้

 

“จงอินเข้าใจพี่ใช่ไหม ว่าทำไมพี่ถึงพูดแบบนี้” อีกฝ่ายเม้มปากคล้ายไม่ยอมรับ แต่ก็ยอมพยักหน้าแต่โดยดี

 

ก่อนนอนคืนนั้น พวกเขาตกลงกันเอาไว้ว่าจงอินจะกลับไปนอนที่บ้านของตัวเองทุกสุดสัปดาห์ โดยที่ชานยอลจะเป็นคนไปรับไปส่งทุกครั้ง และอาจจะเพิ่มจำนวนวันที่จงอินกลับอยู่ที่บ้านของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ หากว่าเรากลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้ หรือมันอาจจะดีขึ้นถ้าเรามีช่องว่างระหว่างกันมากขึ้น พวกเขาอาจจะหาเจอในที่สุดว่าเป็นเพราะเราอยู่ด้วยกันมานานเกินไปจนไม่มีชีวิตของตัวเองก็เท่านั้น

 

แม้ว่าเราจะต่างรู้ดีอยู่แก่ใจก็ตามว่าเราจะไม่มีวันหาเหตุผลและหนทางจะที่กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้วก็ตาม

 

.

.

.

ฉันว่าเราหยุดก่อนดีไหม

ก่อนจะสายไป ก่อนอะไรอะไรจะเปลี่ยนแปลง

หนึ่งคำพูดแรง ๆ

เลิกแสดงว่าเรายังคงรักกันเหมือนเดิม

*

 

FIN

Advertisements