[SF] A Thousand Years | Colin x Ezra

Standard

Day 4
6th Song: A Thousand Years – Christina Perri

 

+

 

วงเลือดแดงฉานที่ขยายเป็นวงกว้างอยู่บนแผ่นอกของโคลินเหมือนทำให้ใจของเอซร่าหยุดเต้นไปชั่วขณะ ก่อนที่ธนูดอกแล้วดอกเล่าจะตามลงมา

 

เอซร่ากรีดร้องไม่ต่างจากคนบ้า ดิ้นรนให้หลุดพ้นจากพันธนาการเพียงหวังแค่ให้คนที่เอ่ยบทลงฑัณท์จะเห็นใจบ้าง

 

แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นับจากธนูดอกแรกจนถึงธนูดอกสุดท้ายที่พุ่งเข้าใส่ร่างของโคลิน เอซร่าทำได้เพียงร้องไห้ราวกับว่าใจจะขาดตามร่างไร้ชีวิตตรงหน้าไปเสียให้ได้

 

สิ้นการลงฑัณฑ์ก็เหลือเพียงลานโล่งว่างเปล่าไร้ผู้คนที่มาเฝ้าชมโทษประหารของสองบุรุษผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำการวิปริต บิดเบือนพระประสงค์ของพระเจ้า เป็นโทษที่ไม่อาจให้อภัย แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นถึงคหบดีใหญ่ หน้ามีตา แต่กลับมาเกลือกกลั้วกับสิ่งมีชีวิตต้องคำสาปอย่างเอซร่า เขาถึงต้องเจ็บปวดและทรมาณทั้งกายและใจเช่นนี้

 

เอซ่าคุกเข่าอยู่ตรงนั้น โซ่ตรวนพันธนาการไม่ให้อาจขยับลุกไปไหนได้ แม้รู้ดีว่าสักวันหนึ่งมันก็จะบุบสลายและผุพังไปตามกาลเวลาเพื่อคืนอิสระที่มนุษย์ไม่มีวันได้รับรู้แก่เขาอีกครั้ง หากแต่เขาไม่เคยเฝ้ารอคอยเพียงแสงตะวันที่จะแผดเผาชีวิตของเขาให้มอดไหม้ตกตามกันไปเช่นนี้มาก่อน แต่เขารู้ดีแก่ใจว่าการลงฑัณฑ์สำหรับตัวเขานั่นหาใช่ความตายอย่างที่ปรารถนา

 

แต่มันเป็นการพรากของรักไป

 

ช่วงชิงคำสัญญาและความสุขที่เขาควรจะมีในอีกไม่กี่เวลาข้างหน้านี้

 

ก่อนจะทิ้งเข้าเอาไว้กับชีวิตอมตะอันไร้ค่าที่ต้องโดดเดี่ยวเช่นนี้ไปตลอดกาล

 

ในใจของเอซร่าคิดถึงแต่เพียงถ้อยคำสัญญาที่เคยมีให้แก่กัน

 

เมื่อคิดถึงเสียงกระซิบให้ถ้อยถ้อยคำสัญญาที่เคยมีต่อกัน หยดน้ำตาก็ไหลไหลทะลักออกมาไม่หยุดหย่อน

 

หัวใจที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีได้แตกสลายลงในวินาทีที่เพิ่งรู้สึกถึงคำว่ารัก

 

‘รอข้านะ ข้าจะรีบไปหาเจ้า’

 

ถ้าเขาอยากให้ข้ารอ…

 

ข้าก็จะรอ…

 

ไม่ว่าเมื่อไร หรือนานเท่าใด ข้าก็จะรอ

 

.

 

.

 

.

 

โคลินฝันแบบนี้มาเป็นร้อยๆ ครั้ง

 

ความฝันที่พร่าเลือน เหมือนมีหมอกควันจางๆ มาคอยกลบทัศนียภาพอยู่เรื่อย เขารู้ว่าเขาไม่ควรคาดหวังที่จะควบคุมความฝัน แต่การที่ฝันถึงคนไม่รู้จักสักนิดแบบนี้มันน่าหงุดหงิด เพราะถ้าเพียงแต่เขาจะได้เห็นหน้าค่าตาของคนคนนั้นให้ชัดเจนสักครั้ง การตามหาตัวผู้ชายปริศนามันคงง่ายกว่านี้มาก

 

แต่ที่โคลินก็มีเพียงแค่ดวงตาเศร้าและรอยยิ้มปริศนานบนใบหน้าของคนที่เขาไม่รู้จัก

 

มันเริ่มด้วยการที่เขาเห็นใครคนนั้นยืนอยู่ท่ามกลางที่โล่งว่าง ดูโดดเดี่ยวและเศร้าสร้อยเสียจนอดรนทนไม่ได้

อยากจะกอด อยากจะกระซิบบอกว่าเขาอยู่ตรงนี้

 

แต่ทุกครั้งที่เขาเริ่มขยับตัวเข้าไปหา ร่างนั้นก็เหมือนจะห่างไกลออกไปทุกที

 

และเมื่อเขาเอ่ยเรียกไป เรียก ‘ชื่อ’ ที่เขาไม่รู้จัก ‘ชื่อ’ ที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ผู้ชายคนนั้นก็จะหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวานนั้น จับใจและกัดกินไปพร้อมๆ กัน ก่อนที่เสียงกรีดร้องโหยหวนจะดังขึ้นพร้อมกับความฝันที่เลือนหายไปในพริบตา

 

ช่วงนี้เขารู้สึกว่ามันถี่ขึ้นเรื่อยๆ ทำเอาเขาไม่เป็นอันนอน เพราะสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเป็นประจำ

 

นั่นไม่ดีต่อสุขภาพของผู้ชายอายุสามสิบปลายๆ อย่างเขาเลย

 

.

 

.

 

.

 

โคลินใจลอยมากไปหน่อยตอนเลี้ยวที่หัวมุมตึก ทำเอากาแฟที่ซื้อมากับแผ่นกระดาษปลิวว่อน แต่ที่แปลกคือโคลินไม่ได้หอบหิ้วอะไรลงมาจากออฟฟิศสักอย่างเดียว เพราะฉะนั้นกระดาษพวกนี้ต้องเป็นคู่กรณีของเขาอย่างแน่นอน

 

ด้วยอารามตกใจว่าจะทำกาแฟหกใส่เอกสารสำคัญของใครสักคนที่เขาเพิ่งโดนชน โคลินจึงไม่ได้สนใจว่าเสื้อเชิ้ตของตัวเองก็เปื้อนคราบกาแฟไปแล้วเช่นกัน จนกระทั่งกระดาษทั้งหลายถูกรวบเก็บอยู่ในปึกเดียวแล้วยื่นส่งให้คนตรงหน้านั่นล่ะโคลินถึงได้เพิ่งรู้สึก

 

“โคลิน…”

 

“ครับ?”

 

เมื่อได้ยินชื่อของตัวเองโคลินก็เผลอตอบรับไปโดนอัตโนมัติ แต่ก็มาฉุกคิดทีหลังว่าเขา ‘ไม่รู้จัก’ คนตรงหน้าแม้แต่น้อย

 

แล้วทำไมถึงรู้จักชื่อเขา? คนในออฟฟิศอย่างนั้นหรือ?

 

อีกฝ่ายเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างหน้าตาสะโอดสะอง เส้นผมสีดำสนิทม้วนเป็นลอนคลื่น จริงๆ เด็กสมัยนี้ก็ชอบทำทรงผมประหลาดๆ ไม่ก็แนวย้อนยุคอย่างที่คนวัยเดียวกับโคลินตามไม่ค่อยทันเท่าไรนัก แต่กับเด็กคนนี้มันดูเป็นธรรมชาติ

 

เขาอาจจะเผลอจ้องหน้านานไปหน่อย พอรู้ตัวก็เห็นเด็กคนนั้นก้มหน้าหลบสายตาเสียแล้ว

 

ทำตัวเหมือนตาแก่โรคจิตไปได้

 

“จำข้าไม่ได้หรือ”

 

“เอ่อ อะไรนะ?”

 

ประโยคที่เด็กหนุ่มตรงหน้าพูดมันเบาเสียจนเหมือนเสียงกระซิบ ราวกับว่าพูดกับตัวเอง และโคลินไม่ใช่คนที่เจ้าตัวอยากจะให้ได้ยิน ดวงตาคู่งามเงยขึ้นมาสบกับเขาด้วยความตกใจนิดหน่อย แต่ความตื่นตระหนกนั้นก็หายวับไปในทันทีอย่างกับเขาคิดไปเองด้วยซ้ำ

 

“ขอบคุณมากครับ แต่ผมไม่เป็นไร…โค– คุณไปจัดการกับเสื้อของตัวเองดีกว่าครับ”

 

สำเนียงการพูดของเด็กหนุ่มค่อนข้างนุ่มนวลจนเกือบจะเนิบนาบ แต่เป็นธรรมชาติ มันน่าฟังและน่ามองเอามากๆ จนโคลินเผลอมองและลุกขึ้นตามจังหวะการลุกขึ้นของอีกคน

 

“ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ผมขอตัว…”

 

เด็กหนุ่มโค้งให้เล็กน้อยอย่างที่โคลินไม่ได้เจอเด็กรุ่นนี้ทำให้มานานแล้ว แต่สิ่งที่ติดใจโคลินไม่ใช่มารยาททางสังคมอันหาได้ยากยิ่ง แต่กลับเป็นรอยยิ้มที่คุ้นตากับนัยน์ตาโศกคู่นั้น และกลิ่นหอมเย็นที่เหมือนเขาจะเคยรู้จักมันเป็นอย่างดี

 

“เดี๋ยว…”

 

โคลินไม่รู้ว่าทำบ้าอะไรออกไป แต่สมองของเขากำลังแล่นเร็วจี๋ว่าจะแก้ตัวกับเลขาหน้าห้องคนสวยอย่างไรดีที่เขาจะโดดประชุมบ่ายนี้และขอให้สู้รบปรบมือกับแผนกอื่นแทนไปก่อน

 

เขารู้สึกผิดกับแองเจล่า แต่เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ควรจะปล่อยคนตรงหน้าไปไหนเด็ดขาด…เหมือนความรู้สึกลึกๆ ข้างในกำลังร้องลั่นให้เขาคว้าเด็กหนุ่มคนนี้เอาไว้ให้ได้

 

“ครับ?”

 

ขอบคุณพระเจ้าหรืออะไรก็ตามที่ดลบันดาลให้เด็กคนนั้นไม่เดินเร็วเสียจนโคลินตามไม่ทัน และเด็กคนนั้นก็หยุดหันกลับมาเขาด้วยแววตาสงสัย แต่ภายในมีประกายบางอย่างที่โคลินบอกไม่ถูก

 

“ฉันทำกาแฟหก…”

 

พูดเรื่องที่ก็เห็นกันอยู่โต้งๆ กลิ่นกาแฟยังหึ่งอยู่บนตัวเขาอยู่เลย…ฉลาดกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว โคลิน

 

“คุณอยากให้ผมซื้อชดใช้หรือ?” เด็กหนุ่มถามด้วยความสงสัย ซึ่งนั่นทำให้โคลินอยากจะตบหน้าผากตัวเอง

 

“เอ่อ…ไม่ใช่ แต่ฉันอยากดื่มกาแฟ และฉันยังไม่ได้ดื่ม คือ…” โคลินรู้สึกว่าตัวเองโง่เง่ามากที่ทำลิ้นพันกันจนเด็กหนุ่มหลุดหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะนั่นทำเอาเขารู้สึกเหมือนผีเสื้อเป็นพันๆ ตัวกำลังบินชนกันอยู่ในท้อง

 

“ผมว่างนะ…ถ้าคุณจะไปหาเสื้อเปลี่ยนก่อน”

 

เหมือนเสียง ก๊อง ดังลั่นขึ้นมาในหูยังไงพิกล

 

“อ่า…ก็ดี ถ้าเธอว่าง ฉันก็คงต้องแวะร้านเสื้อผ้าหน่อย”

 

“ผมเอซร่า…เอซร่า มิลเลอร์ครับ โคลิน

 

โคลินเกือบจะหลุดปากถามออกไปแล้วว่าเอซร่ารู้ชื่อของเขาได้อย่างไร หรือเรารู้จักกันมาก่อนหรือ แต่มือที่ยื่นออกมาให้จับทำให้โคลินกลืนคำถามเหล่านั้นกลับลงไป ชายหนุ่มยื่นมือออกไปรับมือขาวข้างนั้น

 

ชั่วเสี้ยววินาทีโคลินรู้สึกเหมือนคุ้นเคยกับคนตรงหน้ามานานแสนนาน…ไม่ใช่แค่ปี หรือสิบปี แต่โคลินรู้สึกว่าเขาต้องเคยรู้จักเอซร่ามาก่อนอย่างแน่นอน แต่จะได้ยังไงและตอนไหน เขาอาจจะต้องค่อยๆ ใช้เวลาหาคำตอบนั้นในสักวัน

 

I have died everyday waiting for you

Darling, don’t be afraid

I have loved you for a thousand years

I’ll love you for a thousand more

708f2d184dbbfceaf835bcfb2c605383.jpg