[Original Fiction] Hands

Standard

Title: Hands
Author: Nina*
Rating: PG
Author’s note: เรื่องนี้เก่ามากแล้ว เขียนไว้นานมากกกกกก เอามาลงใหม่ เป็นออริจินัลไม่กี่เรื่องที่เคยเขียน (แล้วจบ) แต่จะเหมาว่าเป็นแฟนฟิคแบบไม่มีคู่ก็ได้ เพราะไม่มีชื่อตัวละคร เอนจอยยย ❤

 

*

 

“เมื่อย นวดให้หน่อย”

 

ผมตวัดสายตากลับไปมองคนที่นอนหลับตาหนุนหมอนใบเล็กอยู่กลางห้อง บนตักของผมมีหนังสือเรียน กับชีทเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดที่ต้องทำความเข้าใจ แต่คนที่นอนสบายเอาพัดลมเป่าตัวเองกลับยื่นมือมาทับกองชีทของผม ทั้งที่กำลังขอร้องให้คนอื่นนวดให้แท้ๆ แต่ตัวเองกลับไม่ลืมตามามองหน้าผมสักนิด

 

“ผมนวดไม่เป็น”

 

“จับๆ ไปแหล่ะ นวดให้หน่อย” ผมถอนหายใจใส่คนที่ดื้อด้านยืนกรานจะให้ผมนวดมือให้เขาให้ได้ ผมจะทำเป็นไม่สนใจก็ได้ แต่ทำไมถึงต้องยอมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมวางกองชีททั้งหมดลงบนพื้น ก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้คนที่นอนเฉย ผมยกมือเรียวสวยที่ผมอิจฉาขึ้นมา ฝ่ามือของเขายังคงนุ่มนิ่มแบบคนไม่เคยทำงานหนัก นิ้วยาวสวยอย่างกับมือผู้หญิง ผิดกับมือของผมที่สมชายชาตรี ผ่านงานบ้าน งานกรรมกรมานับครั้งไม่ถ้วน แถมข้อยังแตกเป็นปล้องเพราะชอบหักนิ้วอีกต่างหาก

 

“ไม่มีเรียนหรือครับ?”

 

“โดด”

 

คำตอบช่างชัดเจนเสียจนไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ผมกดน้ำหนักไปตามมือของเขาช้าๆ แรงบ้าง เบาบ้าง ตามแต่ว่าจะนึกออก ก็บอกแล้วว่านวดไม่เป็น ได้แต่นึกเอาว่าตอนตัวเองเมื่อยมือน่ะ จะปวดตรงไหน เมื่อยตรงไหน แล้วก็คลำไปกดไปอย่างที่คิดนั่นล่ะ

 

นวดมืออีกฝ่ายอยู่ได้อีกพักนึง ผมก็เริ่มรู้สึกเมื่อยขึ้นมาบ้างแล้ว ก็เลยหยุดนวดซะดื้อๆ แล้วก็วางมืออีกฝ่ายที่ดูเหมือนจะหลับไปแล้วคืนที่เดิม แต่พอกำลังจะชักมือกลับ เจ้าตัวก็คว้ามือผมเอาไว้หมับจนผมสะดุ้งโหยง…เป็นใครก็ตกใจทั้งนั้น อยู่ดีๆ ก็โดนคนที่คิดว่าหลับไปแล้วคว้ามือ

 

“หยุดทำไม”

 

“ผมก็นึกว่าหลับแล้ว” ผมอ้อมแอ้มตอบ…ไม่ได้โกหกนะ ก็คิดว่าหลับแล้วจริงๆ แค่ไม่ได้บอกเท่านั้นเองว่าเมื่อยด้วยก็เลยหยุด แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ลืมตาตื่นมาพูดกับผมหรอกนะ นิ้วเรียวสอดเข้ามาในมือของผมจนผมเกือบจะกระตุกมือกลับอีกรอบ แต่ก็ไม่ได้ทำอย่างนั้น ผมปล่อยอีกฝ่ายกุมมือผมเอาไว้ โดยที่ผมก็เอาแต่นั่งมองใบหน้าที่กำลังพยายามจะหลับ…ล่ะมั้ง

 

ใบหน้าของเขาตอนหลับ ก็ไม่ได้ต่างกับตอนตื่นเท่าไหร่หรอก ก็หน้าตาเหมือนเดิม ตาก็ยังอยู่ที่เดิม จมูกก็ยังอยู่ที่เดิม แถมไม่มีท่าทางประหลาดๆ หรือพฤติกรรมแบบนอนอ้าปาก นอนดิ้น นอนกรน หรือน้ำลายยืดให้เห็น ตอนเขาหลับ ก็เหมือนตอนที่เขาทำหน้าเฉยๆ ไม่บ่งบอกอารมณ์แบบที่เขาทำอยู่เป็นประจำนั่นล่ะ เรียบเฉย ไร้อารมณ์

 

ก็มีบ้าง…ที่เขาจะกระตุกยิ้มมุมปากที่ใครต่อใครก็ลงความเห็นว่าทำให้เขายิ่งดูหล่อเข้าไปอีก เขาเรียกกันว่าอะไรนะ? ร้ายกาจ? อย่างนั้นมั้ง ผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนั้นเท่าไหร่ ผมรู้ว่าเขาเป็นคนหน้าตาดี มีเสน่ห์ ยิ่งเวลายิ้มก็ยิ่งดูดีเข้าไปใหญ่ แต่ผมพูดตามตรงนะ ผมไม่เคยชอบเลย เวลาที่เขายิ้ม…โดยเฉพาะยิ้มมุมปาก มันทำให้ผมดูเขาไม่ออก…

 

ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆ ไปหน่อย ก็เลยไม่รู้ตัวตอนที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมานอนตะแคงมองผมอยู่ ทำให้ผมเผลอทำหน้าเหวอและทำเสียงประหลาดๆ ออกไปด้วยความตกใจที่โดนจ้องจนเขาก็หลุดขำออกมา ผมรู้สึกได้เลยว่าหูของผมกำลังแดงจัด ถึงผมจะไม่ค่อยชอบเวลาที่เขายิ้มมุมปาก แต่เวลาที่เขาหัวเราะ ไม่ว่าจะเพราะหัวเราะเยาะในความเปิ่นของผมหรืออะไรก็ตาม ผมชอบน้ำเสียงนุ่มของเขาเวลาที่หัวเราะเหลือเกิน

 

ผมได้แต่ปล่อยให้เขาหัวเราะไปแบบนั้นโดยไม่รู้จะห้ามยังไง ได้แต่ก้มหน้าก้มตาราวกับจะช่วยให้ผมหยุดเขินได้ แต่สายตาก็พลันไปเห็นมือของเราทั้งคู่ที่ยังคงเกาะกุมกันเอาไว้ เหมือนแกล้งกันเลยนะ…ทั้งที่ผมพยายามจะดับความเขิน และเขาก็กำลังหัวเราะแบบไม่มีท่าทีว่าจะหยุดได้ง่ายๆ แต่เขาก็ยังกุมมือของผมเอาไว้แน่น ผมพยายามดึงมือหนี เพราะรู้ว่าขืนนั่งต่อไป ผมก็คงได้แต่เขินต่อไปจนตัวแทบระเบิดแน่ แต่เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยมือเสียที

 

“จะไปไหนล่ะ…”

 

ในที่สุดเขาก็หยุดหัวเราะได้เสียที แต่สีหน้าก็ยังดูอารมณ์ดี มีแต่รอยยิ้มระบายไปทั่วทั้งใบหน้า ดวงตาที่เคยยิบหยีเพราะยิ้มจนโค้งลง ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยประกายตาล้อเลียน จนผมนึกอยากฟาดสักทีให้หายหมั่นไส้ แต่ก็เพราะรู้ว่าทำไปก็ไม่ช่วยให้เขาหยุดทำสายตาแบบนั้นใส่ผมได้หรอก ก็เลยได้แต่นั่งเงียบ ไม่ยอมตอบคำถามเขา

 

“หืม? ว่าไง…จะไปไหน”

 

ตอนนี้เขาลุกขึ้นมานั่งแล้ว พลางดึงตัวของผมให้เขาไปนั่งใกล้ๆ ผมพยายามขืนตัวไม่ให้ขึ้นไปเกยบนตักตามที่ใจเขาอยาก ถึงตอนนี้เราจะอยู่กันแค่สองคนในห้อง ช่วงเวลาเรียนตอนบ่าย ที่ห้องทำงานของคณะว่างเปล่า ตามทางเดินก็คงแทบจะไม่มีใคร เพราะทุกคนก็คงขึ้นไปทำหน้าที่ของตัวเองกันทั้งนั้น แต่ผมก็ไม่อยากจะเสี่ยงกับการโดนล้อเลียน ถ้าหากว่าจู่ๆ มีใครสักคนที่ก็คงไม่พ้นเป็นเพื่อนสักคนของผม เปิดประตูเข้ามาแล้วเจอภาพอะไรที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่สำหรับผม

 

เขายอมรามือที่จะดึงตัวผมไปนั่งซ้อนหลัง แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือที่เรากุมกันไว้ เขาก้มลงมองมือของผม พลางพินิจพิจารณาไปพร้อมกับที่ใช้นิ้วเกลี่ยหลังมือไปมา คิ้วของเขาเลิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นรอยแผลเป็นเล็กๆ ที่หลังมือของผม เขาเงยหน้าขึ้นมาเป็นเชิงถาม

 

“ช่วยแม่ทำสวนครับ…เพิ่งได้มาตอนปิดเทอม”

 

“อ้อ…ทายาซะสิ เดี๋ยวก็ทิ้งรอยถาวรหรอก”

 

“เดี๋ยวก็หายครับ นิดเดียวเอง”

 

ผมพูดไปตามจริง ไม่ได้คิดจะดื้อด้านอะไรใส่เขาหรอกนะ เพราะมันเป็นแค่แผลเล็กๆ ที่โดนกิ่งไม้เกี่ยวนิดเดียว ถ้าเขาไม่มานั่งจ้องหลังมือของผมอยู่อย่างนี้ ก็คงไม่มีใครสังเกตเห็นมัน แต่เหมือนเขาจะตีความสิ่งที่ผมพูดไปเป็นการเถียงซะอย่างนั้น เขาถึงได้มุ่นคิ้วเข้าหากันเหมือนเวลาที่ผมเถียงอะไรแล้วไปขัดใจเขาเข้าสักอย่าง

 

“ดื้อ”

 

“ผมเปล่า”

 

“เด็กดื้อต้องโดนลงโทษนะ…”

 

ผมยังไม่ทันจะได้อ้าปากคัดค้านอะไร ผมก็รู้สึกเหมือนหน้าตัวเองกำลังจะไหม้เพราะความร้อนฉ่าที่ไล่เผาผลาญตั้งแต่หน้าผากลงไปจนถึงลำคอ เพียงเพราะริมฝีปากอุ่นนุ่มที่ประทับลงบนหลังมือของผมเท่านั้น แค่ตรงรอยแผลเป็นเล็กๆ ที่ผมแทบจะไม่รู้ตัวสักนิดตอนที่ได้มันมา แต่ตอนนี้กลับทำให้ผมรู้สึกร้อนไปแทบทั้งตัว

 

สัมผัสแผ่วเบาบนแผลที่หลังมือทำให้รู้สึกเหมือนกำลังจะขาดใจตายเพราะเผลอกลั้นหายใจ แต่สายตาที่จับจ้องอยู่ที่ผมแบบไม่ละสายตาไปสักนิดนั่น ยิ่งทำให้ผมรู้สึกเสียยิ่งกว่ารู้สึก ทั้งเขิน ทั้งอาย ทุกอย่างตีกันในหัวจนสับสนไปหมด

 

“จะได้หายไวๆ”

 

ผมบอกไปแล้วใช่ไหม…ว่าผมไม่เคยชอบเลยเวลาที่เขายิ้ม…โดยเฉพาะยิ้มมุมปาก

 

ผมไม่ชอบเลย ไม่ชอบเลยจริงๆ

 

*

 

FIN

Advertisements